ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว ตัวเลขยอดจองล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนที่เข้ามามีบทบาทหลักในตลาดปัจจุบัน
สรุปยอดจองรถยนต์ทุกแบรนด์ทุกค่ายจากงาน Motor Show 2026 ทำสถิติสูงสุดกว่า 132,951 คัน

- BYD: 17,354 คัน (13.05%)
- TOYOTA: 15,750 คัน (11.85%)
- OMODA & JAECOO: 15,088 คัน (11.35%)
- MG: 10,537 คัน (7.93%)
- CHANGAN (DEEPAL NEVO): 8,573 คัน (6.45%)
- GEELY: 7,811 คัน (5.88%)
- CHERY: 7,509 คัน (5.65%)
- GWM: 6,819 คัน (5.13%)
- GAC (AION HYPTEC): 6,287 คัน (4.73%)
- HONDA: 5,907 คัน (4.44%)
- MAZDA: 4,889 คัน (3.68%)
- MITSUBISHI: 4,178 คัน (3.14%)
- ISUZU: 3,568 คัน (2.68%)
- RIDDARA: 2,569 คัน (1.93%)
- ZEEKR: 2,339 คัน (1.76%)
- MERCEDES-BENZ: 2,111 คัน (1.59%)
- XPENG: 2,089 คัน (1.57%)
- NISSAN: 1,608 คัน (1.21%)
- AVATR: 1,435 คัน (1.08%)
- BMW: 1,001 คัน (0.75%)
- FORD: 813 คัน (0.61%)
- DENZA: 703 คัน (0.53%)
- HYUNDAI: 650 คัน (0.49%)
- FARIZON: 603 คัน (0.45%)
- FORTHING: 520 คัน (0.39%)
- KIA: 511 คัน (0.38%)
- MINI: 422 คัน (0.32%)
- VOLVO: 306 คัน (0.23%)
- SUZUKI: 305 คัน (0.23%)
- MAXUS: 294 คัน (0.22%)
- LEXUS: 141 คัน (0.11%)
- PORSCHE: 112 คัน (0.08%)
- AUDI: 76 คัน (0.06%)
- FIREFLY: 48 คัน (0.04%)
- MASERATI: 12 คัน (0.01%)
- JEEP: 9 คัน (0.01%)
- ASTON MARTIN: 2 คัน (0.001%)
- ROLLS-ROYCE: 2 คัน (0.001%)
- LEPAS: –
- TESLA: ไม่ประสงค์แจ้งยอด
จากสถิติพบว่าแบรนด์ที่ทำยอดจองได้สูงสุด 5 อันดับแรก มีการแข่งขันที่น่าสนใจ ดังนี้
- อันดับ 1: BYD – ครองแชมป์ด้วยยอดจอง 17,354 คัน (13.05%) แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำรถยนต์ไฟฟ้า
- อันดับ 2: TOYOTA – ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ที่ 15,750 คัน (11.85%)
- อันดับ 3: OMODA & JAECOO – แบรนด์น้องใหม่แรงเร็วที่เบียดขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ ด้วยยอด 15,088 คัน (11.35%)
- อันดับ 4: MG – เจ้าตลาดรายแรกๆ จากจีนที่ยังคงความนิยมที่ 10,537 คัน (7.93%)
- อันดับ 5: CHANGAN (DEEPAL/NEVO) – ทำผลงานได้น่าประทับใจที่ 8,573 คัน (6.45%)

สรุปสัดส่วนตามสัญชาติ: ยุคทองของรถยนต์จากแดนมังกร
เมื่อพิจารณาแบ่งตามกลุ่มประเทศผู้ผลิต จะเห็นภาพชัดเจนว่าสัดส่วนการตลาดได้เทไปทางฝั่งเอเชียตะวันออกอย่างมีนัยสำคัญ
- จีน 90,578 คัน คิดเป็น 68.13%
- ญี่ปุ่น 36,346 คัน คิดเป็น 27.34%
- เยอรมนี 3,722 คัน คิดเป็น 2.80%
- เกาหลีใต้ 1,161 คัน คิดเป็น 0.87%
- สหรัฐอเมริกา 822 คัน คิดเป็น 0.62%
ปัจจุบันรถยนต์แบรนด์จีนครองส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 2 ใน 3 ของยอดจองทั้งหมด ขณะที่ค่ายญี่ปุ่นที่เคยเป็นเจ้าตลาดเดิม ตอนนี้ขยับลงมาอยู่ที่สัดส่วนประมาณ 27%
มุมมองฝั่งรถหรูและรถเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
แม้แบรนด์แมสจะทำตัวเลขได้สูง แต่ในกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียมและ Super Luxury ก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ
- MERCEDES-BENZ นำโด่งในกลุ่มยุโรปที่ 2,111 คัน ตามมาด้วย BMW ที่ 1,001 คัน
- กลุ่มรถหรูระดับ Ultra-Luxury อย่าง ASTON MARTIN และ ROLLS-ROYCE ยังคงมีความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงที่แบรนด์ละ 2 คัน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความคุ้มค่า เทคโนโลยี และทางเลือกที่หลากหลาย” จากแบรนด์จีน คือปัจจัยหลักที่ดึงดูดผู้ซื้อในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมจากญี่ปุ่นและยุโรปยังคงได้รับความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าระดับบนและผู้ที่ยังต้องการความมั่นใจในศูนย์บริการระยะยาว นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่ค่ายรถยนต์แต่ละสัญชาติจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อชิงพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดในอนาคต
ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงยอดจองเฉพาะในงาน Motor Show 2026 เท่านั้น ส่วนยอดขายจริงนั้น ต้องรอดูจากยอดการจดทะเบียนหลังจากนี้อีกครั้ง
ที่มา Bangkok International Motor Show
