ใน , , , , , , , , , , , , , , , ,

รวมเทคโนโลยีรถ EV ในงาน CES 2026 นิยามแห่งอนาคตใหม่ แบตเตอรี่ Solid-State, Robotaxi แท็กซี่ไร้คนขับ และ การขับขี่อัจฉริยะ

รวมเทคโนโลยีรถ EV ในงาน CES 2026 นิยามแห่งอนาคตใหม่ แบตเตอรี่ Solid-State, Robotaxi แท็กซี่ไร้คนขับ และ การขับขี่อัจฉริยะ

งาน CES 2026 ถือเป็นบทใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า จากยานพาหนะธรรมดาจะก้าวสู่การเป็น “หุ่นยนต์อัจฉริยะ” เน้น AI เป็นหลักในการรับรู้ เรียนรู้ และคิด พร้อมตัดสินใจแบบเรียลไทม์ นวัตกรรมไม่ได้โฟกัสเรื่องอัตราเร่ง ระยะที่วิ่งได้ หรือสมรรถนะเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะให้ความสำคัญกับระบบ AI ระบบซอฟต์แวร์ และการเชื่อมต่ออย่างเต็มรูปแบบ

นี่คือเทรนด์เทคโนโลยีในรถ EV เด่น ๆ ในงาน CES 2026 ที่อาจกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่

1. NVIDIA ระบบขับขี่อัจริยะ Physical AI สำหรับยานยนต์

NVIDIA กำลังพัฒนา AI ที่เข้าฝึกในโลกเสมือนจริง ก่อนนำไปใช้งานในรถจริงอย่าง Mercedes-Benz CLA 2026 ด้วย Physical AI ด้วยการพัฒนาแบบนี้ช่วยให้ระบบสามารถรับมือการขับขี่อัตโนมัติผ่านสถานการณ์ยาก ๆ ได้ เช่น สภาพอากาศสุดขั้ว หรือพฤติกรรมมนุษย์ที่คาดเดาได้ยาก

โมเดลนี้สามารถติดตั้งได้ทั้งในรถยนต์ รถบรรทุก และ EV เพื่อเรียนรู้โลกจริงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้รถสามารถตีความสภาพแวดล้อมเมืองที่ซับซ้อน คาดการณ์การเคลื่อนไหว และติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ถนนรายอื่นได้ดีขึ้น มากกว่านั้นยังมีการแจ้งเรื่องของการตัดสินใจให้ผู้ขับขี่ทราบว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนี้ได้ด้วย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Nvidia Alpamayo ที่นี่

2. Geely ระบบช่วยขับเจนใหม่ G-ASD รองรับการขับอัจฉริยะระดับ L3

Geely ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าใหญ่จากจีน ได้ประกาศเปิดตัวระบบช่วยขับยุคใหม่อย่าง G-ASD เป็นทางการในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัส ระบบนี้ถูกออกแบบให้พร้อมรองรับการขับขี่อัตโนมัติระดับ L3 และเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในรถยนต์หลายรุ่นของแบรนด์ Lynk & Co

ระบบ G-ASD ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทในเครือของ Geely ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Mercedes-Benz นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างค่ายรถยุโรปและจีนในด้านเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ

G-ASD ย่อมาจาก “Geely Afari Smart Driving” จุดเด่นสำคัญคือการนำ World Action Model (WAM) มาใช้ ซึ่งเป็นโมเดลพฤติกรรมของโลกที่มีความสามารถในการสะท้อนตัวเอง และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

WAM ทำงานบนระบบ Full-domain AI 2.0 ของ Geely เป็นสถาปัตยกรรมแบบแพลตฟอร์ม และมาตรฐานเดียวกัน ช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่น ประสบการณ์การใช้งานอัตโนมัติที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น และการทำงานร่วมกันของผลิตภัณฑ์ในเครือ

ฮาร์ดแวร์ยังคงเดิม แต่ศักยภาพสูงขึ้น

ระบบ G-ASD ที่เปิดตัวในงาน CES 2026 ใช้ฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกับ G-Pilot รุ่นก่อนหน้า ตัวอย่างเช่น

  • G-ASD H7 ใช้เซนเซอร์ 31 ตัว และชิป Nvidia Drive Thor ให้พลังประมวลผล 700 TOPS

  • G-ASD H9 ใช้ Thor SoC จำนวน 2 ตัว รวมพลังประมวลผล 1,400 TOPS

Geely ตั้งเป้าเปิดใช้งานฟังก์ชัน L3 บนทางหลวง และ L4 ในความเร็วต่ำ ภายในปีนี้ เพื่อรองรับการใช้งาน Robotaxi (แท็กซี่ไร้คนขับ)

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Geely G-ASD ที่นี่

3. Lucid เปิดตัวแนวคิด Robotaxi

แพลตฟอร์ม Robotaxi ถือเป็นเทคโนโลยีการผสมผสานระหว่างรถ EV และ AI เข้าด้วยกัน นี่เป็นโมเดลธุรกิจการบริการรูปแบบใหม่

แบรนด์ Lucid ได้เปิดตัว Robotaxi จากความร่วมมือระหว่าง Lucid, Nuro และ Uber พัฒนาจากรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกอย่าง Gravity ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบาย การเข้าถึง และประสบการณ์การขับขี่อัตโนมัติแบบไร้คนขับ

ผู้ใช้งานสามารถจัดการการเดินทาง ปรับตั้งค่ารถ และติดตามเส้นทางผ่านสมาร์ตโฟนได้ทันที หรือสามารถดูผ่านหน้าจอติดตั้งมาให้พิเศษภายในรถ แนวคิดธุรกิจนี้เน้นให้ “จ่ายค่า Subscription” ในการดำเนินการแทนการเป็นเจ้าของรถ เปลี่ยนมูลค่าจากการครอบครองส่วนบุคคล ไปสู่การเดินทางแบบออนดีมานด์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lucid Gravity Robotaxi ที่นี่

4. Tensor Robocar รถ EV แท็กซี่ไร้คนขับ ที่เป็นเจ้าของแบบส่วนตัวได้

Tensor Auto เปิดตัวอย่างมั่นใจสำหรับ Robocar รถยนต์ไฟฟ้าขับขี่อัตโนมัติ ในงาน CES 2026 คันนี้นอกจากจะมีเทคโนโลยีล้ำมากมาย แบรนด์ก็ตั้งใจออกแบบให้มีความรูหรา และพร้อมใช้งานขับขี่อัตโนมัติได้จริง

ออกแบบให้ขับอัตโนมัติตั้งแต่แรก

แนวคิดหลักของ Tensor คือ Robocar ต้องเป็นรถอัตโนมัติที่ “ออกแบบมาจากศูนย์” เพื่อรองรับการขับขี่อัตโนมัติระดับ Level 4 มันต้องไม่ใช่การเอารถที่มีอยู่มาดัดแปลงติดตั้งระบบเพิ่มภายหลังแบบที่หลายค่ายทำ

สื่อสารและตัดสินใจแทนเจ้าของได้

Tensor วางตำแหน่ง Robocar ให้เป็น “Agentic Vehicle” รถที่สามารถสื่อสารและโต้ตอบกับเจ้าของได้ ตัวรถสามารถแจ้งเตือนสภาพการจราจรก่อนออกเดินทาง รับคำสั่งเสียง และตัดสินใจจากสภาพแวดล้อม ไม่ใช่แค่คำนวณเส้นทางเท่านั้น

แม้ระบบจะพัฒนามาจากประสบการณ์ด้าน Robotaxi ของแบรนด์ แต่เป้าหมายหลักในอนาคตคือการเป็นรถอัตโนมัติสำหรับการครอบครองส่วนบุคคล ไม่ใช่รถบริการสาธารณะ

พวงมาลัยพับเก็บได้ รองรับทั้งขับเอง และอัตโนมัติ

ภายในห้องโดยสารสะท้อนแนวคิด “สองโหมดในคันเดียว” Robocar รองรับทั้งการขับขี่ด้วยตนเอง และโหมดขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ด้วยพวงมาลัยที่พับเก็บได้พัฒนาร่วมกับ Autoliv ซึ่ง Tensor ระบุว่าเป็นพวงมาลัยพับได้รุ่นแรกของโลก

เมื่อเข้าสู่โหมดอัตโนมัติ พวงมาลัยจะพับเก็บทั้งหมด เปิดพื้นที่ห้องโดยสารด้านหน้า และปรับระบบความปลอดภัยให้เหมาะสม ส่วนโหมดขับเอง พวงมาลัยจะกางมาให้ใช้งานเหมือนรถทั่วไป ทำให้ยังสามารถขับขี่เองได้ตามต้องการ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Tensor Robocar ได้ ที่นี่

5. Afeela SUV

Afeela แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าบริษัทร่วมทุนระหว่าง Sony และ Honda Mobility (SHM) เปิดตัวรถต้นแบบ SUV ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัส ถือเป็นรถโปรดักชันรุ่นที่ 2 ของแบรนด์ หลังจากเปิดตัว Afeela 1 ซีดานไปก่อนหน้านี้

รถต้นแบบรุ่นใหม่นี้ใช้ชื่อว่า Afeela Prototype 2026 มาในรูปแบบรถครอสโอเวอร์ทรงคูเป้ และถูกขับออกมาโชว์บนเวทีช่วงท้ายของงานแถลงข่าวแบบสั้น ๆ โดย Afeela เผยข้อมูลเพียงนิดเดียวเท่านั้น

ใหญ่กว่า Afeela 1 และเน้นตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก

Yasuhide Mizuno ประธานและซีอีโอของ Afeela ได้บอกว่า Electric SUV รุ่นใหม่นี้จะมีพื้นที่ภายในกว้างกว่า Afeela 1 ซีดาน พร้อมแผนพัฒนารุ่นผลิตจริงเพื่อบุกตลาดสหรัฐอเมริกาเร็วที่สุดในปี 2028

พื้นฐานเทคนิคคาดอิงจาก Afeela 1

Afeela Electric SUV มีแนวโน้มจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกับ Afeela 1 หมายความว่าสเปคอาจใกล้เคียงกัน โดย Afeela 1 ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังประมาณ 400 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 91 kWh ให้ระยะทางขับขี่ประมาณ 483 กม./ชาร์จ

ระบบชาร์จใช้พอร์ตมาตรฐาน NACS แบบ Tesla รองรับกำลังไฟสูงสุด 150 kW ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของรถไฟฟ้าระดับพรีเมียมในปี 2026 แต่ยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ชูเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นจุดขาย

จุดแข็งสำคัญของ Afeela คือเทคโนโลยี โดย Afeela 1 มาพร้อมเซนเซอร์มากถึง 40 ตัว ประกอบด้วยกล้อง 18 ตัว, LiDAR, เรดาร์ 9 ตัว และอัลตราโซนิก 12 ตัว รองรับการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ Level 3 ในอนาคต

ที่น่าสนใจคือคันนี้ได้ติดตั้ง PlayStation 5 ภายในรถ คาดว่า Afeela Electric SUV จะถูกนำเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาใช้ด้วย

6. Human-Machine Interface (HMI) ขั้นสูง

HMI รุ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Sony Afeela ได้ยกระดับห้องโดยสารเป็นได้มากกว่าหน้าจอสัมผัส ระบบใหม่ผสานจอความละเอียดสูง แสงบรรยากาศ เสียงรอบทิศทาง และการปรับแต่งด้วย AI

รถสามารถจดจำผู้โดยสาร ปรับเนื้อหา แสดงข้อมูลตามการขับขี่ HMI เหล่านี้รองรับหลายรูปแบบ ทั้งเสียง ท่าทาง การติดตามสายตา พร้อมปุ่มควบคุม Physical Buttons ช่วยลดภาระการรับรู้ และเพิ่มความปลอดภัยในรถยุคใหม่ ยุคที่รถขับขี่อัตโนมัติเริ่มมีบทบาทมากขึ้น

7. การพัฒนารถแบบ Software-Defined Vehicle (SDV)

จากคำศัพท์ทางการตลาด SDV กำลังกลายเป็นหัวใจหลักของการพัฒนา EV ฟังก์ชันสำคัญอย่างระบบช่วยขับและอินโฟเทนเมนต์ถูกควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ให้ใช้งานง่ายเหมือนกับการใช้งานสมาร์ตโฟน

รถจะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเพิ่มฟีเจอร์ การบริการ และโมเดลธุรกิจใหม่ได้ตลอดอายุการใช้งาน ผู้ชนะในสนามนี้คือผู้ที่จัดการรถให้เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อคลาวด์ เชื่อมข้อมูลระหว่างรถ คลาวด์ และฟลีตได้อย่างไร้รอยต่อ

8. การผสานหุ่นยนต์และ AI

แบรนด์อย่าง NVIDIA เองรวมถึงพันธมิตรนำเสนอแพลตฟอร์ม AI เดียวที่ใช้ควบคุมทั้งรถอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ การฝึกระบบรับรู้ การนำทาง และการควบคุม สามารถนำไปใช้ซ้ำในหลายรูปแบบได้ สำหรับโลก EV หมายความว่ารถคือส่วนหนึ่งของระบบหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ ความก้าวหน้าด้านหุ่นยนต์จะเร่งการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ และในทางกลับกัน

9. เทคโนโลยีแบตเตอรี่และการชาร์จยุคใหม่

แบตเตอรี่ ระบบชาร์จคือพื้นฐานของ EV ของแบรนด์ต่าง ๆ แต่ละแบรนด์ก็เริ่มพัฒนาเรื่องของความหนาแน่นของพลังงาน การจัดการความร้อน และการชาร์จเร็ว เพื่อลดความกังวลเรื่องระยะทาง และเวลา

ตัวอย่างเช่น โมดูลแบตเตอรี่ Solid-state ของ ProLogium ที่มีความหนาแน่นพลังงานเชิงปริมาตรสูงสุดถึง 860 Wh/L สูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปอย่างมาก พร้อมเรื่องความปลอดภัยที่ดีกว่า

10. Cybersecurity เชิงคาดการณ์และเชิงรุก

ความปลอดภัยไซเบอร์กลายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในเทคโนโลยี รถ EV เช่น ระบบตรวจจับการบุกรุกด้วย AI การแจ้งเตือนความผิดปกติแบบเรียลไทม์ ก็ได้เปิดตัวและนำเสนอมากขึ้นในงาน CES 2026

ตัวอย่างคือระบบ Automotive Cybersecurity Demonstrator ของ SYSGO ที่ใช้ Host-based Intrusion Detection System (H-IDS) เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อนในระดับฟลีต

11. โมเดลภาษาเฉพาะทางสำหรับยานยนต์

โมเดลภาษา AI ที่พัฒนาสำหรับยานยนต์โดยเฉพาะ กำลังเปลี่ยนผู้ช่วยในรถให้เป็น “ผู้ช่วยร่วมทาง” ที่ใช้งานได้จริง โมเดลนี้สามารถเข้าใจคำสั่งซับซ้อน จากการจราจร สภาพอากาศ และกฎความปลอดภัยได้ดีกว่า AI ทั่วไป

ตัวอย่างคือ LG AI Cabin Platform ที่ทำงานบนระบบประมวลผลในรถทั้งหมด วิเคราะห์ข้อมูลจากกล้อง และคำสั่งเสียง เพื่อสร้างบทสนทนาอย่างแม่นยำ

12. Hyperconnectivity และการเชื่อมต่อ 5G/6G

โครงสร้างพื้นฐาน 5G/6G เปรียบเสมือนระบบประสาทของยานยนต์ เชื่อมรถ โครงสร้างพื้นฐาน และคลาวด์เข้าด้วยกัน การสื่อสารแบบ Vehicle-to-Everything ทำให้รถสามารถ “มองเห็น” รอบด้านนอกเหนือจากสายตาที่เราเห็น ผ่านการสื่อสารกับไฟจราจร เซนเซอร์ถนน และรถคันอื่น

ตัวอย่างจาก CES 2026 คือการสาธิต C-V2X ของ Aptiv ที่ใช้ 5G เพื่อการสื่อสารแบบหน่วงต่ำ รองรับการเคลื่อนที่ประสานกัน และการแจ้งเตือนอันตรายแบบเรียลไทม์

13. ผู้ช่วย AI ส่วนบุคคล ความอัจฉริยะในห้องโดยสาร

ผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลเชื่อมทุกเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ตั้งแต่แนะนำเวลาออกเดินทาง จุดชาร์จ ไปจนถึงการซิงก์ปฏิทิน และ Smart home ภายในห้องโดยสาร AI จะจัดการความสะดวกสบาย ความบันเทิง และโหมดการทำงานตามผู้โดยสาร

เมื่อเวลาผ่านไป ระบบจะเรียนรู้พฤติกรรม ทำให้รถ EV กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ตอบสนองผู้ใช้ได้จริง

สรุปงาน CES 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมาก ที่ทำให้เราได้เห็นเทรนรถ EV ว่ามันจะไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกจริง Physical AI, Robotaxi, SDV และ HMI ขั้นสูง ไม่ใช่แนวคิดในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังถูกเตรียมใช้งานในระดับอุตสาหกรรม และในชีวิตจริงเร็ว ๆ นี้

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Nuttanon P.