Tesla กำลังเตรียมส่งมอบรถยนต์ที่ทะเยอทะยานที่สุดให้กับลูกค้า แม้ว่ารถบรรทุกไฟฟ้าคันนี้จะถูกเผยโฉมใหม่ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ฟุตเทจล่าสุดจาก CoreMemoryVideos ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดภายในห้องโดยสารเวอร์ชันผลิตจริง รวมถึงโรงงานผลิตที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นครั้งแรก
เปิดห้องโดยสาร Tesla Semi กล้อง 10 ตัว, ดีไซน์หน้าต่างใหม่ แต่ขับง่ายและบรรทุกได้จริง
Tesla Semi โฉมใหม่นี้เปลี่ยนไปจากรถต้นแบบเมื่อหลายปีก่อนอย่างมาก โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งภาพที่ปรากฏนี้ยืนยันว่าการเร่งสายการผลิตในรัฐ Nevada กำลังดำเนินไปอย่างเต็มที่
ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบใหม่
ห้องโดยสารเวอร์ชันล่าสุดถูกปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ทำงานที่ทันสมัยสำหรับคนขับ โดยมีหน้าจอสัมผัสขนาด 16 นิ้ว สองจอขนาบข้างตำแหน่งที่นั่งคนขับซึ่งอยู่ตรงกลาง ความปลอดภัยและระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเป็นหัวใจสำคัญ เพราะมีการติดตั้งกล้องภายนอกถึง 10 ตัว และกล้องภายในห้องโดยสารอีก 1 ตัว

ซึ่งจะใช้สำหรับระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติและระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน และคาดว่า Tesla กำลังพิจารณาระบบ FSD (Full Self-Driving) สำหรับรถรุ่นนี้ด้วย
นอกจากนี้ Tesla ยังรับฟังความคิดเห็นจากคนขับเพื่อปรับปรุงการใช้งานจริง เช่น การย้ายตำแหน่งที่วางแก้วให้สูงขึ้นเพื่อให้หยิบง่ายขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านข้างให้ใหญ่ขึ้น ติดตั้งที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และที่สำคัญคือการเปลี่ยนดีไซน์หน้าต่างข้างใหม่ที่สามารถเอื้อมมือออกไปข้างนอกได้จริง จากเดิมที่เปิดแง้มได้เพียงเล็กน้อยเพื่อระบายอากาศเท่านั้น
สเปกและการส่งมอบ
Tesla จะเปิดตัว 2 รุ่น ได้แก่
- รุ่น Standard Range: วิ่งได้ระยะทางประมาณ 523 กิโลเมตร (325 ไมล์)
- รุ่น Long Range: วิ่งได้ระยะทางประมาณ 805 กิโลเมตร (500 ไมล์) แม้จะบรรทุกน้ำหนักเต็มพิกัดที่ 37,195 กิโลกรัม (82,000 ปอนด์)
ทั้งสองรุ่นใช้ระบบขับเคลื่อน 3 มอเตอร์ที่เพลาหลัง และถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบในอนาคต
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือน้ำหนักของตัวรถ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่ารถบรรทุกไฟฟ้าจะหนักเกินไปจนบรรทุกสินค้าได้น้อย แต่ Tesla Semi รุ่น Standard มีน้ำหนักรถเปล่าไม่ถึง 9,072 กิโลกรัม (20,000 ปอนด์) ส่วนรุ่น Long Range หนักเพียง 10,433 กิโลกรัม (23,000 ปอนด์) เท่านั้น

เมื่อรวมกับกฎหมายที่อนุญาตให้รถบรรทุกมลพิษศูนย์รับน้ำหนักเพิ่มได้อีกประมาณ 900 กิโลกรัม ทำให้ขีดความสามารถในการบรรทุกแทบไม่ต่างจากรถบรรทุกดีเซลเลย
Tesla กำลังขยายโรงงานผลิต Semi โดยเฉพาะในรัฐ Nevada ซึ่งแยกจาก Gigafactory เดิม โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตไว้ที่ 50,000 คันต่อปี นอกจากนี้ยังมีการเปิดสถานี Megacharger สาธารณะแห่งแรกที่จ่ายไฟได้สูงถึง 1.2 เมกะวัตต์ ช่วยให้รุ่น Long Range ชาร์จไฟคืนได้ถึง 60% ภายในเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งสอดคล้องกับเวลาพักตามกฎหมายของคนขับรถบรรทุกพอดี
ที่มา notateslaapp
