ใน

Tesla ร่วม xAI เปิดตัว Digital Optimus โครงการ AI ที่ทำงาน Office แทนมนุษย์ได้

Elon Musk ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Tesla และ xAI สตาร์ทอัปด้าน AI ของเขาเอง โดยโปรเจกต์นี้มีชื่อว่า Macrohard หรือ Digital Optimus ซึ่งเป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการงานออฟฟิศที่ซับซ้อนแบบอัตโนมัติ โดยใช้วิธีการ “จดจำหน้าจอคอมพิวเตอร์” และ “เลียนแบบพฤติกรรมการทำงานของมนุษย์” ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญหลังจากที่ Tesla เพิ่งทุ่มเงินลงทุนใน xAI ไปกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 72,000 ล้านบาท)

Tesla ร่วม xAI เปิดตัว Digital Optimus โครงการ AI ที่ทำงาน Office แทนมนุษย์ได้

โปรเจกต์นี้เป็นการนำพลังการประมวลผลของฮาร์ดแวร์จาก Tesla มาผสมผสานกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของโมเดล Grok จาก xAI โดย Musk อธิบายว่าระบบนี้ใช้โครงสร้างแบบ Dual-process ซึ่งเป็นการรวมเอา “สัญชาตญาณ” และ “เหตุผล” เข้าด้วยกัน

เขากล่าวว่า Grok จะทำหน้าที่เหมือน “ผู้นำทางหรือวาทยากร” ที่มีความเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง เพื่อคอยสั่งการ Digital Optimus ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลและตอบสนองต่อวิดีโอหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมถึงการใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ในช่วง 5 วินาทีที่ผ่านมาแบบเรียลไทม์

หากเปรียบเทียบกับกลไกทางสมอง Digital Optimus AI คือ “ระบบส่วนที่ 1” เน้นสัญชาตญาณและการตอบสนองไว ส่วน Grok คือ ระบบส่วนที่ 2 เน้นการคิดวิเคราะห์

ในขณะที่ระบบ AI ทั่วไปต้องใช้ฟาร์มเซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมา แต่มัสก์ยืนยันว่าโปรเจกต์นี้เน้นประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะรันบนฮาร์ดแวร์ AI4 ของ Tesla ที่มีราคาประมาณ 650 ดอลลาร์ (ประมาณ 23,400 บาท) และจะดึงพลังจากฮาร์ดแวร์ Nvidia ราคาแพงของ xAI มาใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น เขาเชื่อว่าประสิทธิภาพนี้จะช่วยให้ AI ขยายตัวจนสามารถทำงานแทนทั้งบริษัทได้เลยทีเดียว (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อล้อเลียน Microsoft ว่า “Macrohard”)

การประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด สัญชาตญาณ vs เหตุผล

แนวคิดการแบ่งระบบเป็น 1 และ 2 นี้ เป็นสิ่งที่ Tesla พยายามพัฒนาให้กับซอฟต์แวร์รถยนต์มาสักพักแล้ว โดยเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่ผ่านมา Tesla เริ่มเพิ่มระบบ “การใช้เหตุผลระดับสูง” เข้าไปในระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (FSD) เพื่อช่วยรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น การทำความเข้าใจสัญญาณมือของคนงานก่อสร้าง ซึ่งการเลียนแบบพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวทำได้ยาก

เพื่อลดช่องว่างระหว่างโมเดลวิเคราะห์ขนาดใหญ่กับพลังประมวลผลที่จำกัดภายในรถ Tesla จึงใช้วิธีที่เรียกว่า “Distillation” หรือการกลั่นกรอง โดยฝึกโมเดล “ครู” ขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูลเพื่อหาคำตอบที่มีเหตุผล จากนั้นจึงกลั่นกรองให้เป็นโมเดล “นักเรียน” ขนาดเล็กที่สามารถทำงานบนชิปของรถได้จริง Digital Optimus ก็ใช้ตรรกะเดียวกันนี้ โดยมีโครงสร้างของ xAI เป็นครูผู้สอน และฮาร์ดแวร์ในเครื่องเป็นผู้ลงมือทำแบบเรียลไทม์

เส้นทางที่มาบรรจบกันของ Tesla และ xAI

ความร่วมมือนี้ดูสมเหตุสมผลเพราะเดิมที Tesla มีแผนจะนำ Grok มาใส่ในหุ่นยนต์ Optimus อยู่แล้ว การใช้ความเชี่ยวชาญด้าน Computer Vision ของ Tesla จะทำให้ Digital Optimus สามารถ “มองเห็น” และโต้ตอบกับซอฟต์แวร์ใดๆ ก็ตามได้เหมือนกับที่พนักงานที่เป็นมนุษย์ทำทุกประการ

โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Elon Musk กำลังรุกหนักด้าน AI โดยเฉพาะหลังจากที่ SpaceX เพิ่งเข้าซื้อกิจการ xAI เพื่อสนับสนุนแผนการสร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศ Musk ทิ้งท้ายว่าเทคโนโลยีนี้มีความพิเศษและยังไม่มีบริษัทไหนในตลาดที่ทำได้แบบนี้ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ Tesla จากผู้ผลิตรถยนต์ไปสู่บริษัทด้าน AI และหุ่นยนต์อย่างเต็มตัว

ที่มา: Not a Tesla App

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.