Volkswagen ID. Polo EV รุ่นใหม่ มีฟีเจอร์ “เครื่องเล่นเทป” นำกลิ่นอาย Retro กลับมาใช้บนหน้าจอ
Volkswagen เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่หยิบเอาความคลาสสิกกลับมาใช้อยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น Volkswagen ID. Buzz ที่แม้จะโดดเด่นด้านดีไซน์ Retro แต่ด้วยระยะที่วิ่งได้ไม่เยอะมากพอ และราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้ยังไม่ใช่รถไฟฟ้าที่คุ้มค่าสำหรับหลายคน

Volkswagen ถือว่าทำการบ้านได้ดีเยี่ยม เพราะรถอย่าง Volkswagen ID. Polo EV รถแฮทช์แบ็กไฟฟ้ารุ่นใหม่ไม่เพียงนำชื่อรุ่น และรูปทรงคลาสสิคกลับมา แต่ยังได้สวนกระแสด้วยการเลิกใช้ปุ่มสัมผัสแบบ Capacitive และได้หันกลับมาใช้ปุ่มกดจริง Physical Buttons อีกครั้ง
Retro ไม่ได้มีแค่ปุ่มกด
เสน่ห์ของ ID. Polo ไม่ได้มีแค่การชุบชีวิตให้ปุ่มกดแบบดั้งเดิม แต่ได้ย้อนกลับไปสู่ยุคทองของ Volkswagen ด้วยการนำลูกเล่นหน้าจอดิจิทัลจำลองมาตรวัดจาก Volkswagen Golf และ Polo รุ่นคลาสสิก รวมถึงโหมดพิเศษเครื่องเล่นเพลงในรูปแบบ “เทปคาสเซ็ต” ระหว่างเราเปิดเพลง เอาใจแฟน ๆ Volkswagen ยุค 70, 80 และ 90 น่าจะถูกใจไม่น้อย

Volkswagen ID. Polo EV
หน้าจอเรือนไมล์สุดคลาสสิก
หน้าจอแสดงผลผู้ขับขี่ให้เสน่ห์ Volkswagen ยุคเก่า
-
มาตรวัดความเร็วดีไซน์อนาล็อก
-
นาฬิกา LED สไตล์ Casio
-
มาตรวัดแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่งแบบ Retro-Futuristic
-
“รอบเครื่อง” ใช้เกจแสดงกำลังไฟฟ้าแทนรอบเครื่องยนต์
ทั้งหมดนี้จำลองรถในตำนานอย่าง Golf Mk1, GTI และ Polo Mk1–Mk2 ถือเป็นยุคที่ Volkswagen ก้าวพ้นจากรถระบายความร้อนด้วยอากาศ มาสู่รถคอมแพ็กต์ทันสมัยขับสนุก และคุ้มค่า

ไฮไลต์ที่ไม่จำเป็น…แต่เท่มาก
ฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุด และอาจไม่จำเป็นที่สุด คือหน้าจอเครื่องเล่นเพลงแบบ เทปคาสเซ็ต ในโหมด Retro Mode มาพร้อมกับการปรับแบบ “Low noise” และการแสดงฝั่งที่เทปเล่น A/B เหมือนกับเรากำลังฟังเพลงจากเทปจริง
นี่คือกลิ่นอายที่โดนใจทั้งคนที่โตมากับเทปคาสเซ็ต และคนรุ่นใหม่เองก็เริ่มหันกลับไปสะสมเทปอีกครั้ง นอกจากนี้ ระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ยังใช้งานง่ายขึ้นมากใกล้เคียงกับการใช้ Apple CarPlay และล้างภาพจำของอินเทอร์เฟซที่ซับซ้อนของ VW ID.4 และ EV รุ่นก่อนหน้าไปทั้งหมด

ปุ่มกดจริง กลับมาเพราะผู้ใช้ต้องการ
แม้ Volkswagen อาจไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะปุ่มสัมผัสแบบ Capacitive ได้รับเสียงวิจารณ์เชิงลบอย่างหนักจากผู้ใช้ และสหภาพยุโรปก็เริ่มออกกฎควบคุมการพึ่งพาหน้าจอมากเกินไป แต่ Volkswagen เลือกที่จะ “ไปให้สุด” ด้วยการผสมผสานดีไซน์ย้อนยุคเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่
ในยุคที่ Volkswagen ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากแบรนด์รถไฟฟ้าจีน การนำความคลาสสิก และประวัติศาสตร์ของแบรนด์มาใช้ คือสิ่งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก และ ID. Polo เองก็มี “บุคลิก” ที่ให้กลิ่นอายนี้ได้มากกว่ารถ EV จากค่ายอื่น ๆ อย่างชัดเจน
ราคา ระยะทาง และโอกาสในการแข่งขัน
Volkswagen ID. Polo จะต้องพิสูจน์ตัวเองเรื่องการทำระยะที่วิ่งได้ และราคาเช่นกัน โดยรถจะเริ่มขายในยุโรปช่วงเดือนเมษายนนี้ คาดว่าจะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 25,000 ยูโร (ประมาณ 980,000 บาท)
สเปคขายในยุโรปจะวิ่งได้ไกลสูงสุดประมาณ 450 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน WLTP) พร้อมมีแผนทำรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง GTI ในอนาคต ถ้า VW สามารถผสมบุคคลิก การขับขี่ที่สนุก และความคุ้มค่าแบบ Volkswagen ดั้งเดิมเข้ากับขุมพลังไฟฟ้าอย่าง ID. Polo ได้ คันนี้ก็อาจจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในตลาด EV ยุโรปก็เป็นได้
ที่มา : Insideevs
