นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Dark Factory หรือโรงงานที่ผลิตรถยนต์ใหม่ด้วยหุ่นยนต์ทั้งหมด 100% โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องเลยนั้น อาจจะเริ่มเปิดใช้งานจริงเร็วที่สุดภายในปี 2030 ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการผลิตยานยนต์ครั้งใหญ่
เตรียมบอกลามนุษย์! ปี 2030 โรงงานรถยนต์อาจใช้หุ่นยนต์ผลิต 100%
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจถือเป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญที่สุด นับตั้งแต่สมัยที่ Ford เริ่มใช้สายพานการผลิตแบบเลื่อนได้ในปี 1913 เพื่อผลิตรุ่น Model T ซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุนการผลิต ทำให้ราคารถถูกลง โดยแนวคิด Dark Factory นี้จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลที่กว้างไกลกว่าแค่ในพื้นที่โรงงาน

ข้อมูลจาก Automotive News ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อหลักการออกแบบรถยนต์ การฝึกอบรมแรงงาน และระบบเศรษฐกิจของการผลิตรถยนต์ ผ่านการปรับเปลี่ยนรุ่นรถที่ทำได้รวดเร็วขึ้น โดยมีการอ้างอิงผลการศึกษาจาก McKinsey ที่ชี้ว่า การนำหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการผลิต อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง ประมาณ 5.1 ล้านล้านบาทต่อปี (1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ข้อได้เปรียบในโรงงานคือ หุ่นยนต์สามารถเปลี่ยนงานและทำขั้นตอนที่มนุษย์ทำไม่ได้ อีกทั้งยังไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือรู้สึกเบื่อหน่ายจากงานซ้ำซากจำเจ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพนักงานของ Ford ในยุค 1910 ปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดเมื่อเทียบกับแรงงานคน ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้นและรถยนต์ที่ได้มีคุณภาพสูงขึ้น

การใช้หุ่นยนต์ในสายการผลิตไม่ใช่เรื่องใหม่ Ford Australia เองก็เคยใช้หุ่นยนต์ทดสอบการขับขี่ในการพัฒนารถกระบะ Ranger Super Duty ที่เพิ่งวางจำหน่ายไปเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตามองในขณะนี้คือการมุ่งเน้นไปที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่โรงงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบแห่งแรก
นักวิเคราะห์จากบริษัทเทคโนโลยี Gartner และ Warburg Research บอกกับ Automotive News ว่าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายราย กำลังเริ่มวางระบบการผลิตแบบใหม่ที่เน้นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากขึ้น ปัจจุบันมีผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำอย่างน้อย 12 รายกำลังทดสอบหุ่นยนต์ขั้นสูงในโรงงาน โดย Pedro Pacheco รองประธานฝ่ายวิจัยของ Gartner เชื่อว่าโรงงาน Dark Factory ที่ใช้หุ่นยนต์เต็มรูปแบบน่าจะเปิดตัวได้ภายในปี 2030 นี้

Pedro Pacheco กล่าวว่า “แม้ตอนนี้หุ่นยนต์จะยังไม่มีผลกระทบใหญ่ต่อการประกอบรถยนต์มากนัก แต่ความสามารถของพวกมันจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดทศวรรษนี้ จากความทุ่มเทของผู้ผลิตหลายราย” ด้าน Marco Sandrone นักวิเคราะห์จาก Gartner เสริมว่า ส่วนเดียวที่ยังไม่เป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบคือ การติดตั้งชุดสายไฟและชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร
บริษัทในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่มีแผนใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ได้แก่ Tesla และ BYD ในขณะที่ BMW ได้ร่วมมือกับบริษัทหุ่นยนต์ Figure AI โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา BMW ได้โชว์ผลงานการใช้หุ่นยนต์รุ่น Figure 02 ทำงานวันละ 10 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ตลอดระยะเวลา 11 เดือน ในการช่วยขนย้ายชิ้นส่วน 90,000 ชิ้น และมีส่วนร่วมในการผลิตรถรุ่น X3 กว่า 30,000 คัน

ทางด้าน Hyundai ก็มีแผนจะใช้หุ่นยนต์จาก Boston Dynamics ที่โรงงานในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป และเพิ่งโชว์ตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น Atlas ในงาน CES ที่ลาสเวกัสเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พร้อมประกาศแผนจะนำ Atlas มาใช้ในเครือข่ายทั่วโลก โดย Hyundai Motor Group ได้เข้าซื้อหุ้น 80% ของ Boston Dynamics ในปี 2021 เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าด้านหุ่นยนต์ ที่ช่วยให้ผลิตรถได้เร็วขึ้นและปลอดภัยขึ้น

นอกจากนี้ Hyundai ยังใช้หุ่นยนต์ใน Smart Factory สำหรับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสิงคโปร์ที่เปิดตัวปี 2023 ซึ่งมีการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ หุ่นยนต์ และ AI ส่วนทาง Mercedes-Benz ก็กำลังทดสอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น Apollo จากบริษัท Apptronik โดย Jörg Burzer ผู้บริหารฝ่ายการผลิตของ Mercedes-Benz กล่าวว่า “เราน่าจะได้เห็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์บางส่วนในสายการผลิตภายในปี 2030”
ที่มา carexpert
