Tesla เพิ่งเปิดตัวการอัปเดตครั้งใหญ่ประจำฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ซึ่งเต็มไปด้วยฟีเจอร์ที่จะเปลี่ยนวิธีการใช้งานรถของผู้เจ้าของไปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ระบบเรียกใช้งาน Grok ของ xAI ด้วยเสียง ไปจนถึงแอปพลิเคชันสำหรับการขับขี่อัตโนมัติ (Self-Driving) โดย Tesla ยืนยันผ่าน X ว่าจะเริ่มปล่อยอัปเดตให้ผู้ใช้เร็ว ๆ นี้
Tesla ประกาศอัปเดตซอฟต์แวร์ Spring 2026 แอป FSD ใหม่, ระบบ “Hey, Grok”, Pet Mode และฟีเจอร์อื่น ๆ อีกเพียบ
แอปพลิเคชันขับเคลื่อนอัตโนมัติใหม่ (New Self-Driving App)
หนึ่งในไฮไลต์หลักคือแอปฯ Self-Driving ที่ออกแบบมาสำหรับรถที่ใช้คอมพิวเตอร์ AI4 (Hardware 4) โดยเฉพาะ แอปนี้จะช่วยให้คุณสามารถสมัครสมาชิกระบบ FSD (Full Self-Driving) ซึ่งในปัจจุบันมีราคาประมาณ 3,500 บาทต่อเดือน (99 ดอลลาร์) หรือซื้อขาดในราคาประมาณ 280,000 บาท (8,000 ดอลลาร์)

นอกจากนี้ยังสามารถดูสถิติการใช้งานย้อนหลังเป็นวันหรือเดือน และดูวิดีโอสอนการใช้งาน FSD ในด้านต่างๆ ได้อีกด้วย
โดยจะมีการนำหน้าจอ “FSD (Supervised) Stats” ที่เพิ่งเปิดตัวในเนเธอร์แลนด์มาใช้ ทำให้เจ้าของรถเห็นเปอร์เซ็นต์การใช้งาน FSD, ติดตามสถิติการใช้งานต่อเนื่องหลายวัน และดูกราฟแท่งการใช้งานย้อนหลังได้ในหน้าจอเดียว ความโปร่งใสระดับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของรถเห็นว่าได้รับความคุ้มค่าจากซอฟต์แวร์มากแค่ไหน

ระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey, Grok”
หลังจาก Elon Musk เคยเปรยไว้เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว ตอนนี้ระบบใช้งานได้จริงแล้ว เจ้าของรถสามารถเรียกใช้ผู้ช่วยที่ขับเคลื่อนด้วย xAI ได้เพียงพูดว่า “Hey, Grok”

นอกจากการถามคำถามทั่วไป Grok ยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนตามสถานที่ได้ เช่น “เตือนให้ฉันซื้อนมเมื่ออยู่ใกล้บ้าน” แม้เราจะยังรอให้ Grok สามารถควบคุมระบบ FSD ได้โดยตรงหรือเข้ามาแทนที่ระบบสั่งการด้วยเสียงเดิมทั้งหมด แต่ก็นับว่าเป็นก้าวเริ่มต้นที่ดี
โหมดสัตว์เลี้ยง (Pet Mode)
Tesla กำลังก้าวข้ามการเป็นรถสำหรับสุนัข โดยเปลี่ยนชื่อจาก Dog Mode เป็น Pet Mode เจ้าของรถสามารถเลือกไอคอน สุนัข, แมว หรือแม้แต่ “เม่น” ให้แสดงบนหน้าจอขณะที่คุณไม่อยู่ที่รถ และยังสามารถใส่ชื่อสัตว์เลี้ยงของคุณบนหน้าจอได้ด้วย เป็นการเพิ่มความขี้เล่นและทำให้รถรู้สึกเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ไอคอน “More Apps”
ตัวเรียกใช้งานแอป (App Launcher) มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย โดยไอคอน “More Apps” เปลี่ยนจากจุดสามจุดเป็นไอคอนสไตล์โฟลเดอร์ คล้ายกับการแสดงผลใน iOS

การแสดงภาพรถที่คมชัดขึ้น
Teslaเพิ่มคุณภาพกราฟิกจำลองตัวรถในขณะจอดให้สูงขึ้น ซึ่งจะเริ่มใช้กับ Model 3 และ Model Y รุ่นใหม่ (รุ่นรีดีไซน์) ก่อน และคาดว่าจะรองรับ Cybertruck รวมถึงรถรุ่นอื่นที่ใช้ชิป AMD ในอนาคต

สถิติการเดินทางและการติดตามพลังงาน (Trip Stats)
Tesla เปิดตัวกราฟสำหรับมาตรวัดระยะทาง โดยมาแทนที่การ์ด Trips แบบเดิมที่เคยอยู่ข้างเครื่องเล่นสื่อ ฟีเจอร์ Trip Stats ใหม่นี้ช่วยให้คุณสร้างทริปได้หลายรายการเพื่อติดตามการใช้พลังงานในแต่ละการขับขี่

โดยสามารถปัดหน้าจอเครื่องเล่นสื่อไปทางซ้ายเพื่อดูข้อมูล และปัดในแนวตั้งเพื่อเลือกดู “ตั้งแต่ชาร์จ” (Since Charge), “ทริปปัจจุบัน” (Current Drive) หรือทริปอื่นๆ ที่บันทึกไว้
การปรับแต่งสำหรับ Model S และ X
เจ้าของ Model S และ X สามารถปรับแต่งรูปจำลองรถ (Avatar) ในจอได้แล้ว ทั้งการเลือกสีฟิล์มกรองแสง, ลาย Wrap รถ และป้ายทะเบียน หลังจากที่เคยปล่อยฟีเจอร์นี้ให้ Model 3/Y ในปี 2025 และ Cybertruck ในปี 2024 โดยตั้งค่าได้ที่ App Launcher > Toybox > Paint Shop

ไฟเตือนจุดบอด (Blind Spot Warning Accent Lights)
ไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Lights) ใน Cybertruck, Model 3 Highland, Model Y รุ่นใหม่ และ Model S/X ปี 2026 จะได้รับการอัปเกรดความปลอดภัย โดยไฟรอบห้องโดยสารจะเปลี่ยนเป็น สีแดง เมื่อมีวัตถุอยู่ในจุดบอดขณะเปิดไฟเลี้ยว และจะกะพริบสีแดงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการเปิดประตู (Dooring) เมื่อตรวจพบวัตถุเคลื่อนที่เข้ามาในขณะที่รถจอดอยู่
ระบบเสียงระดับพรีเมียม (Premium Immersive Sound)
สำหรับ Model 3 และ Y ที่มีชุดเครื่องเสียงพรีเมียม จะมีโหมด “Premium Immersive Sound” ที่ใช้การสกัดเสียงขั้นสูงเพื่อสร้างเวทีเสียงที่ละเอียดสมจริง ใช้งานได้กับทุกแอปฯ สตรีมมิ่ง เช่น Spotify และ Apple Music
การปรับปรุง Sketchpad (กระดานวาดเขียน)
อัปเดตนี้ทำให้ Sketchpad โต้ตอบได้มากขึ้นด้วยการรองรับสติกเกอร์และอีโมจิเต็มรูปแบบ สามารถลากวางรูปภาพต่างๆ ได้เหมือนแอป Photo Booth และยังบันทึกผลงานลงในรถซึ่งจะซิงค์ไปยังแอป Tesla บนมือถือให้คุณดูผลงานของลูกๆ หรือแชร์ลงโซเชียลได้ทันที

การอัปเดตอัตโนมัติ (Automatic Updates)
Tesla เพิ่มเมนู “Automatically Install Updates” เพื่อให้รถดาวน์โหลดและติดตั้งซอฟต์แวร์เองในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องรอการยืนยันจากผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม เจ้าของรถต้องจำไว้เสมอว่ารถจะใช้งานไม่ได้ประมาณ 45 นาทีในขณะติดตั้ง
แผนที่สภาพอากาศ
แผนที่สภาพอากาศได้รับการปรับปรุงสีให้แยกแยะระหว่างฝนและหิมะได้ชัดเจนขึ้น พร้อมดูประวัติสภาพอากาศย้อนหลังได้ 1 ชั่วโมง

ปรับปรุง Dashcam
Dashcam ได้ขยายการบันทึกชั่วคราว (Buffer) จาก 1 ชั่วโมง เป็นสูงสุด 24 ชั่วโมง ตามรอยเวอร์ชันที่ปล่อยในจีนไปก่อนหน้านี้
การจัดคิวเพลง
ผู้ใช้สามารถปัดขวาที่ชื่อเพลงใน Apple Music หรือ Spotify เพื่อเพิ่มเข้าคิวเล่นเพลง (Queue) ได้ทันที
แผนที่จอหลัง
ผู้โดยสารเบาะหลังสามารถใช้งานแผนที่บนหน้าจอหลังเพื่อดูความคืบหน้าการเดินทางหรือสำรวจพื้นที่รอบข้างได้โดยไม่รบกวนหน้าจอคนขับ

ความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์
ฟีเจอร์บางอย่างจะจำกัดเฉพาะชิป AI4 หรือ AMD (Ryzen) แต่ฟีเจอร์อย่าง Pet Mode, Energy Trips และการอัปเดตอัตโนมัติ คาดว่าจะรองรับรถรุ่นเก่าที่เป็นชิป Intel Atom ด้วย
Apple CarPlay
แม้จะมีฟีเจอร์ใหม่มากมาย แต่สิ่งที่หลายคนรอคอยอย่าง Apple CarPlay ก็ยังไม่มีในอัปเดตนี้ แม้จะมีข่าวลือว่า Tesla กำลังซุ่มทำงานร่วมกับ Apple อยู่ก็ตาม ดังนั้นแฟน ๆ คงต้องรอความหวังในอัปเดตถัดไปช่วงปลายปี 2026
ที่มา notateslaapp
