สงครามใน Iran ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดส่งน้ำมันทั่วโลก ทำให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้นและสร้างความกังวลว่าสถานการณ์อาจแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าผู้ขับขี่รถยนต์สันดาป ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยผลการศึกษาใหม่ระบุว่าเจ้าของรถ EV จะมีความมั่นคงทางการเงินมากกว่าเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
พิษสงครามอิหร่านกระทบรถยนต์น้ำมัน ดันต้นทุนพุ่ง 5 เท่า เมื่อเทียบกับรถ EV
กลุ่มรณรงค์ด้านพลังงานสะอาด Transport & Environment (T&E) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 3,600 บาท) ผู้ขับขี่รถน้ำมันในยุโรปจะได้รับผลกระทบหนักกว่าผู้ขับขี่รถ EV ถึง 5 เท่า

โดยคาดการณ์ว่าต้นทุนการขับขี่ระยะทาง 100 กิโลเมตร จะเพิ่มขึ้นเป็น 14.20 ยูโร (ประมาณ 554 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 148 บาท ในขณะที่ต้นทุนชาร์จรถ EV ในระยะทางเท่ากันจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.50 ยูโร (ประมาณ 254 บาท) หรือเพิ่มขึ้นเพียง 27 บาทเท่านั้น โดยการวิเคราะห์นี้อ้างอิงจากเหตุการณ์วิกฤติน้ำมันตอนที่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022
ผลกระทบนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับราคาค่าไฟและแหล่งผลิตพลังงาน แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้ขับขี่รถ EV จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันน้อยกว่า เพราะราคาไฟฟ้าไม่ได้ผันผวนตามราคาน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิดเหมือนราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แม้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจกดดันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบ้าง แต่ค่าไฟมักไม่มีความผันผวนรุนแรงเท่า นอกจากนี้ รถ EV ยังสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น

Lucien Mathieu ผู้อำนวยการด้านรถยนต์ของ T&E กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าคือทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะทำให้เรามั่นใจว่าวิกฤติแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก “ผู้นำอย่าง Trump หรือ Ayatollah อาจควบคุมก๊อกน้ำมันได้ แต่พวกเขาไม่สามารถควบคุมลมและแสงแดดได้”
ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (EU) มีแผนจะยุติการขายรถยนต์สันดาปใหม่หลังปี 2035 แม้จะมีการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ลงบ้างตามแรงกดดันจากอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่รถ EV ก็ได้เริ่มทำหน้าที่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันของยุโรปแล้ว
โดยปีที่ผ่านมา EU นำเข้าน้ำมันเพื่อใช้กับรถยนต์อย่างเดียวถึง 1 พันล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่า 6.7 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท) แต่รถ EV กว่า 8 ล้านคันบนถนนในยุโรป ช่วยลดการใช้น้ำมันไปได้ถึง 46 ล้านบาร์เรล ประหยัดเงินไปได้กว่า 2.9 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท)
เทรนด์ความต้องการรถ EV ในยุโรปยังคงเติบโต โดย Reuters รายงานว่าแม้ในเดือนกุมภาพันธ์ยอดขายรถ EV ทั่วโลกจะลดลง 11% (ส่วนใหญ่มาจากจีนและอเมริกาเหนือ) แต่ยอดขายในยุโรปกลับสวนกระแสพุ่งสูงขึ้นถึง 21% ซึ่ง International Energy Agency (IEA) ยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาฟอสซิลได้อย่างยั่งยืน
ที่มา insideevs
