ถ้าคุณคิดว่า CHERY V23 เล็กไปหรือ iCAUR V27 ใหญ่ไปสำหรับเรา ต้องมาดูนี่เลย iCAUR V25 REEV รุ่นถัดมาที่จะเข้าไทยในอนาคต ซึ่งรุ่นนี้ไม่ได้มีแค่หน้าตาทรงกล่อง แต่รวมเบาะที่ปรับเป็นพื้นที่นอน ระบบจ่ายไฟ 6,000 วัตต์ และขุมพลัง EREV ไว้ด้วยกัน ราคาพรีเซล 139,800–175,800 หยวน (ราว 6.99–8.79 แสนบาท) บทความนี้ชวนดูว่ารายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้รถคันเดียวรองรับทั้งวันทำงานและวันออกทริปได้อย่างไร
รู้จัก iCAUR V25 ทรงกล่องที่ปรับเป็นที่นอนได้ จับคู่ REEV คั่นกลางระหว่าง CHERY V23 และ iCAUR V27
สำหรับสายท่องเที่ยวเวลาเตรียมรถไปพักแรม เรามักเริ่มจากคำถามว่าจะใส่ของครบไหม แต่พอถึงจุดพักก็มีทั้งเรื่องพื้นที่นอนและไฟสำหรับอุปกรณ์ตามมา iCAUR V25 น่าสนใจตรงที่พยายามตอบโจทย์เหล่านี้พร้อมกัน โดยยังมีระบบ REEV ซึ่งใช้เครื่องยนต์ผลิตไฟฟ้าสำหรับการเดินทางไกล ลองมองรถคันนี้ผ่านหนึ่งวันตั้งแต่จัดของจนถึงจอดพักกันครับ
หน้าตาทรงกล่องมีรายละเอียดที่ใช้ต่อเมื่อจอดพัก
V25 ใช้แนวทางออกแบบ Future Classicism นำทรงกล่องมาจับคู่กับไฟหน้ากลมที่มีโปรเจกเตอร์และวงแหวน DRL ส่วนมือเปิดประตูเป็นแบบกลไกกึ่งซ่อนรูป จึงยังมีส่วนให้จับเปิดประตูโดยตรง


บริเวณเสา C/D ตกแต่งด้วยแผง Integrated Technology Island พร้อมชื่อ V25 ขณะที่ด้านท้ายมีกล่องทรงกระเป๋า Small Schoolbag และไฟเบรกดีไซน์ Lego Block Brake Light กล่องนี้ไม่ได้มีไว้สร้างภาพจำเพียงอย่างเดียว แต่ใช้แยกเก็บของที่ต้องหยิบระหว่างทางได้ด้วย

ล้ออัลลอยมีขนาด 21 นิ้ว จับคู่ยางหน้ากว้าง 265 มม. เป็นอีกส่วนที่เสริมบุคลิกของรถ แต่ถ้าจะใช้เดินทางบ่อย ผมมองว่าควรดูความสบายและเสียงยางจากการลองขับประกอบ ไม่ตัดสินจากขนาดล้ออย่างเดียว


จากห้องสัมภาระ 378 ลิตร สู่พื้นที่พักที่ต้องดูวิธีพับเบาะ
ตัวรถยาว 4,636 มม. กว้าง 1,920 มม. สูง 1,855 มม. และมีฐานล้อ 2,820 มม. โดยยาวกว่า V23 ราว 40 ซม. พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นจึงเกี่ยวข้องกับคนที่นั่งแถวหลังด้วย ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวรถดูใหญ่ขึ้น

สัดส่วนฐานล้อต่อความยาวตัวถังอยู่ที่ 60.8% และสัดส่วนการใช้พื้นที่ภายในอยู่ที่ 66.4% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนแนวทางจัดพื้นที่ แต่สำหรับครอบครัว การลองนั่งพร้อมวางสัมภาระจริงยังช่วยตอบได้ตรงกว่าว่าพื้นที่พอหรือไม่

ห้องสัมภาระมีความจุ 378 ลิตร และเพิ่มเป็น 998 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง วิธีพับใช้การเลื่อนเบาะรองนั่งไปด้านหน้าแล้วพับพนักพิงลงได้เกือบราบ ช่วยให้จัดวางของยาวต่อเนื่องไปจากพื้นที่ท้ายรถได้สะดวกขึ้น

รถยังมี Double Bed Mode สำหรับปรับพื้นที่ด้านหลังเป็นที่นอน ส่วนตัวผมชอบตรงที่เบาะไม่ได้มีหน้าที่แค่เพิ่มความจุท้ายรถ แต่เปิดทางให้ใช้พื้นที่เดียวกันสำหรับพักระหว่างทริปได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ความเรียบของพื้นและความสบายเมื่อนอนจริงควรลองด้วยตัวเองครับ


รอบห้องโดยสารมีจุดเก็บของ 41 ตำแหน่ง รวมถึงกล่องท้ายขนาด 22.7 ลิตร สำหรับคนที่มีสายชาร์จ ไฟฉาย หรือของใช้ชิ้นเล็กหลายอย่าง การแยกเก็บต่างหากช่วยลดการรื้อกระเป๋าใบใหญ่ทุกครั้งที่ต้องหยิบใช้
REEV ให้ทางเลือกทั้งเสียบชาร์จและเติมน้ำมัน
ระบบ REEV หรือจะเรียก EREV ก็ไ่มผิด ทั้ง 2 ชื่อความหมายเดียวกันและหลักการใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5T ทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าเหมือนกัน ที่ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต หรือ LFP ขนาด 33.67 kWh โดยเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้รับรางวัล Top 10 Engines in China แนวคิดการใช้งานคือชาร์จไฟสำหรับการเดินทางประจำวัน และมีเครื่องยนต์ช่วยผลิตไฟเมื่อออกเดินทางไกล
ผู้ผลิตระบุว่ารุ่นขับเคลื่อนล้อหลังวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 210 กม. และมีระยะทางรวมมากกว่า 1,200 กม. สำหรับคนที่ขับไปทำงานแล้วกลับมาชาร์จที่บ้าน ตัวเลขนี้เปิดโอกาสให้ใช้พลังงานจากการชาร์จเป็นหลักได้ แต่ระยะทางใช้งานจริงยังต้องรอทดสอบ
ตามข้อมูลทางการ การชาร์จจาก 30% ถึง 80% ใช้เวลา 15 นาที จึงเป็นตัวเลขสำหรับการแวะเติมไฟช่วงกลางของแบตเตอรี่ระหว่างพัก ไม่ใช่เวลาตั้งแต่แบตเตอรี่หมดจนเต็ม
เครื่องยนต์ผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเชิงความร้อน 45.79% และแบรนด์เคลมว่าน้ำมัน 1 ลิตรผลิตไฟฟ้าได้ราว 3.7 kWh ทั้งสองค่าอธิบายการแปลงพลังงานของระบบ ไม่ใช่อัตราสิ้นเปลืองที่นำไปคำนวณค่าน้ำมันจริงได้ทันที
ส่วนรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อใช้มอเตอร์คู่และวางแบตเตอรี่ไว้กึ่งกลางใต้ท้องรถ มีอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ที่ 5.9 วินาที จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการอัตราเร่งเพิ่มเติม ไม่ได้มองรถคันนี้เพื่อขนสัมภาระอย่างเดียว

เมื่อถึงจุดพัก V25 จ่ายไฟออกภายนอกได้ 6,000 วัตต์ และรองรับการลากพ่วง 1.8 ตัน ทำให้การพาอุปกรณ์ไปด้วยไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ในรถ จุดนี้ผมว่ามีประโยชน์กับคนที่ตั้งแคมป์หลายวัน แต่ต้องรวมกำลังไฟของเครื่องใช้ทุกชิ้นไม่ให้เกินขีดจำกัด และตรวจน้ำหนักพ่วงให้เหมาะกับรถครับ
เบาะพักขามาพร้อมจอใหญ่ แต่เสียงทางไกลยังต้องฟังเอง
เบาะคนขับ Commander-in-Chief Seat ใช้โครงสร้างรองรับหลายชั้น โดยเบาะหน้ามีโครงสร้าง 12 ชั้น พร้อมระบบอุ่น ระบายอากาศ และนวด ส่วนเบาะผู้โดยสารหน้า Co-driver Zero-Gravity Seat ปรับเอนพร้อมที่รองน่องไฟฟ้า สำหรับคนที่นั่งรถหลายชั่วโมง อุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มทางเลือกในการปรับท่า แต่ยังต้องลองว่ารองรับสรีระของตัวเองได้ดีเพียงใด


ระบบ Infotainment ใช้ชิป Qualcomm QCM8538 ซึ่งผู้ผลิตระบุว่าเป็นรุ่นแรกในระดับเดียวกัน ทำงานร่วมกับหน้าจอกลาง 15.4 นิ้ว ความละเอียด 2.5K Ultra-Clear และรองรับ Bluetooth 6.0 ขนาดจอให้พื้นที่แสดงข้อมูลมาก แต่ความสะดวกเวลาต้องใช้งานระหว่างเดินทางยังขึ้นอยู่กับการจัดเมนูด้วย

ภายในมีระบบเสียง 15 ลำโพง กระจกเก็บเสียง 5 บาน และเพดานหุ้ม Alcantara อย่างไรก็ดี รายงานทดลองขับระบุว่าเสียงลมเริ่มได้ยินชัดเมื่อความเร็วเกิน 90 กม./ชม. คนที่ใช้ทางด่วนเป็นประจำจึงควรลองฟังที่ความเร็วเดินทางของตัวเอง แทนการประเมินจากจำนวนกระจกเก็บเสียงเพียงอย่างเดียว
Ultra ใช้ HSD 2.1 ช่วยขับในเมือง แต่คนขับยังต้องดูทาง
รุ่นสูงสุดขับเคลื่อนสี่ล้อ Ultra ติดตั้ง LiDAR บนหลังคา ชิป Horizon Journey 6P กำลังประมวลผล 560 TOPS และเซนเซอร์รวม 27 ตัว ทำงานร่วมกับ Horizon HSD 2.1 และสถาปัตยกรรม One-piece End-to-End Technology เพื่อประมวลผลข้อมูลรอบรถและช่วยควบคุมการขับขี่

ระบบรองรับการช่วยขับนำทางในเมืองและจอดรถอัตโนมัติในหลายสถานการณ์ เช่น การขับผ่านแยกหรือเข้าช่องจอด แต่ผู้ขับยังต้องกำกับดูแลและพร้อมควบคุมรถเสมอ จำนวนเซนเซอร์และกำลังประมวลผลไม่ใช่สิ่งรับประกันว่าระบบจะจัดการทุกเหตุการณ์ได้

รายงานทดลองของสื่อหลายรายพบว่าระบบตรวจจับไฟจราจร รวมถึงหลบคนเดินเท้าและรถที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ได้ราบรื่น ส่วนการเปลี่ยนเลนบนทางด่วนทำได้ค่อนข้างเด็ดขาด ข้อสังเกตคือบางสถานการณ์เว้นระยะตามรถคันหน้าค่อนข้างมาก ซึ่งอาจให้ความรู้สึกต่างกันระหว่างถนนโล่งกับการจราจรหนาแน่น
ด้านโครงสร้าง ข้อมูลทางการกล่าวถึงแนวทาง Global High-Star Safety Standards ตัวถังแบบกรงนิรภัยพร้อมเหล็กเสริมรอบคัน และระบบสำรองความปลอดภัยหรือ Redundancy เพื่อรองรับเหตุขัดข้อง สำหรับรถที่พาคนในครอบครัวเดินทาง เรื่องโครงสร้างจึงควรพิจารณาควบคู่กับระบบช่วยขับ ไม่ใช่มองแทนกัน

ราคาพรีเซลที่จีนเริ่มราว 6.99 แสนบาท แต่ควรเลือกจากสิ่งที่ใช้จริง
ราคาพรีเซลอยู่ที่จีน 139,800–175,800 หยวน (ราว 6.99–8.79 แสนบาท) ถ้ามาไทยก็คงบวกอีกนิดหน่อยให้อยู่ระหว่าง V23 และ V27 ความต่างระหว่างรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังกับรุ่น Ultra ขับเคลื่อนสี่ล้อจึงควรพิจารณาจากรูปแบบการเดินทาง ทั้งความต้องการอัตราเร่งและระบบช่วยขับ ไม่ใช่เลือกจากหน้าตาที่คล้ายกันเพียงอย่างเดียว
สำหรับผม จุดที่น่าสนใจมีอยู่ 5 เรื่อง คือพื้นที่ท้ายที่ปรับใช้งานได้หลายแบบ ช่องเก็บของแยกย่อย ระบบ REEV ที่ให้ทางเลือกด้านพลังงาน การจ่ายไฟพร้อมรองรับลากพ่วง และอุปกรณ์เบาะสำหรับการเดินทางนาน ทั้งหมดเชื่อมกับการใช้รถออกทริปได้มากกว่าการเป็นรายการอุปกรณ์บนกระดาษ
ส่วนข้อสังเกตที่ควรลองก่อนตัดสินใจมีห้าเรื่องเช่นกัน ได้แก่ ระยะทางและอัตราสิ้นเปลืองจริง ความเรียบกับความสบายของพื้นที่นอน เสียงลมเมื่อใช้ความเร็ว ความพอดีของเบาะกับสรีระ และระยะตามรถของระบบช่วยขับ โดยอุปกรณ์ LiDAR และ HSD 2.1 ที่กล่าวถึงอยู่ในรุ่น Ultra ขับเคลื่อนสี่ล้อ
หากมีข่าวการทำตลาดในไทยเพิ่มเติม ทีม iMoD Drive จะนำมาแจ้งให้ทราบ สิ่งที่ผมอยากลองต่อไม่ใช่แค่รถเร่งได้เร็วเพียงใด แต่คือเมื่อใส่คน กระเป๋า และอุปกรณ์พักแรมครบแล้ว V25 จะเปลี่ยนจากรถเดินทางเป็นพื้นที่พักได้สะดวกแค่ไหนครับ
ที่มา: iCAR Global
