ใน

รถ EV จีนยุคแพง! 15 ค่ายดังพาเหรดขึ้นราคา หลังต้นทุนลิเธียม-ชิปพุ่งฉุดไม่อยู่

ขณะนี้คลื่นการปรับขึ้นราคากำลังแผ่ขยายไปทั่วตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในประเทศจีน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาชิปหน่วยความจำและวัตถุดิบสำคัญอย่างลิเธียมคาร์บอเนตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่กว่า 15 ราย รวมถึง BYD, Xiaomi และแบรนด์ร่วมทุนต่าง ๆ ได้ประกาศปรับราคารถยนต์หรือออปชั่นเสริมขึ้น ตามรายงานจากสื่อจีน Jiemian News

รถ EV จีนยุคแพง! 15 ค่ายดังพาเหรดขึ้นราคา หลังต้นทุนลิเธียม-ชิปพุ่งฉุดไม่อยู่

เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา BYD  ได้ประกาศปรับราคาออปชั่นระบบขับขี่อัตโนมัติ God’s Eye B ADAS แบบเลเซอร์ สำหรับรถซีรีส์ Dynasty, Ocean และ Fangchengbao โดยเพิ่มจาก 9,900 หยวน (ประมาณ 46,700 บาท) เป็น 12,000 หยวน (ประมาณ 56,600 บาท) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2026

ทางด้าน Changan Nevo (Qiyuan) ก็ประกาศเมื่อวันที่ 30 เมษายนว่า รถรุ่น Q07 SDA Intelligent Laser Edition ที่ผลิตหลังวันที่ 7 พฤษภาคม จะปรับราคาขึ้น 3,000 หยวน (ประมาณ 14,100 บาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน GAC Aion ได้ปรับขึ้นราคารถรุ่น Aion Y Younger และ Aion S Plus ตั้งแต่ 3,000 ถึง 6,000 หยวน (ประมาณ 14,100 – 28,300 บาท)

สำหรับ Xiaomi รุ่น SU7 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม ก็มีการปรับราคาขึ้นถ้วนหน้า 4,000 หยวน (ประมาณ 18,800 บาท) ทั้งในรุ่น Standard, Pro และ Max แม้แต่แบรนด์ร่วมทุนก็ได้รับผลกระทบ โดยรถซีรีส์ ID. ของ Volkswagen ปรับขึ้น 4,000 ถึง 7,000 หยวน (ประมาณ 18,800 – 33,000 บาท) และ Toyota bZ4X ปรับขึ้น 6,000 หยวน (ประมาณ 28,300 บาท)

Tesla China ปฏิเสธข่าวขึ้นราคา แต่ปรับเงื่อนไขการเงิน

ท่ามกลางข่าวลือว่า Tesla จะปรับราคา Model Y รุ่น Long Range และ Performance ขึ้นอีก 18,000 ถึง 20,000 หยวน (ประมาณ 84,900 – 94,300 บาท) ทาง Tesla China ได้ออกมาปฏิเสธเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม โดยระบุว่าเป็น “ข่าวปลอม”

อย่างไรก็ตาม Tesla ได้ปรับลดสิทธิประโยชน์ทางการเงิน โดยแผนดอกเบี้ยต่ำพิเศษแบบ 7 ปีได้สิ้นสุดลงเมื่อ 30 เมษายน และเปลี่ยนมาใช้แผน “Easy Loan” แบบ 5 ปีแทน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยและเงินดาวน์ที่ต่างไป ส่งผลให้ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของรถสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อหลายราย เช่นเดียวกับแบรนด์ Zeekr และ Avatr ที่เริ่มลดสิทธิพิเศษดอกเบี้ย 0% ลงเช่นกัน

วิกฤตซัพพลายเชน: ลิเธียมและชิปขาดแคลน

ตัวการหลักคือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ลิเธียมคาร์บอเนต (เกรดที่ใช้ทำแบตเตอรี่) ซึ่งเคยมีราคา 75,000 หยวนต่อตัน (ประมาณ 354,000 บาท) ในเดือนกรกฎาคม 2025 ได้พุ่งสูงขึ้นเกือบ 200,000 หยวนต่อตัน (ประมาณ 943,000 บาท) ภายในเวลาไม่ถึงปี

ในขณะเดียวกัน กระแส AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ผู้ผลิตชิปหันไปผลิตชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI มากขึ้น จนกระทบต่อการผลิตชิปสำหรับรถยนต์ ราคาชิปหน่วยความจำสำหรับรถยนต์พุ่งสูงขึ้นถึง 180% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหน่วยความจำ DDR5 ระดับไฮเอนด์ที่ราคาพุ่งเกิน 300%

ซึ่ง UBS ประเมินว่าต้นทุนชิปที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว ทำให้ราคารถยนต์อัจฉริยะหนึ่งคันสูงขึ้นได้ถึง 3,000 – 7,000 หยวน (ประมาณ 14,100 – 33,000 บาท)

นอกจากนี้ สินค้าโภคภัณฑ์อย่างอลูมิเนียมและทองแดงก็ทำสถิติราคาสูงสุดใหม่ ซึ่งเพิ่มต้นทุนวัตถุดิบให้รถ EV ขนาดกลางอีกราว 1,800 หยวน (ประมาณ 8,500 บาท)

กำไรของอุตสาหกรรมดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ผลกระทบสะสมเหล่านี้สร้างความเสียหายหนักให้กับอุตสาหกรรมที่เหนื่อยล้าจากสงครามราคา ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า อัตรากำไรของอุตสาหกรรมยานยนต์ในจีนลดลงเหลือเพียง 3.2% ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ทำสถิติต่ำสุดในรอบทศวรรษที่ 2.9%

Cui Dongshu เลขาธิการ CPCA ให้ความเห็นว่า แม้ผู้ผลิตรถ NEV ระดับไฮเอนด์ที่มีกำไรมากกว่า 20% จะยังรับมือได้ แต่ผู้ผลิตระดับกลางถึงระดับล่างกำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อไม่ให้ขาดทุน คาดว่าจะมีแบรนด์อื่นๆ เช่น Leapmotor เตรียมปรับราคาขึ้นตามมา แม้การขึ้นราคาแบบยกตลาดอาจเป็นไปได้ยากเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง แต่ยุคสมัยของการดั๊มพ์ราคาขายแข่งกันดูเหมือนจะจบลงและเข้าสู่ยุคของเงินเฟ้อตามต้นทุนแทน

ที่มา carnewschina

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.