ใน ,

Porsche Taycan รุ่นปี 2027 มาพร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์เสมือนจริง และแบตเตอรี่มาตรฐานที่ใหญ่ขึ้น

Porsche กำลังอัปเดตรถสปอร์ตไฟฟ้า 4 ประตูสำหรับรุ่นปี 2027 โดยมีการปรับปรุงครั้งสำคัญหลายจุด และฟีเจอร์เสริมใหม่หนึ่งอย่างที่ผู้เขียนยอมรับว่ายังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีคนอยากได้มัน

Porsche Taycan รุ่นปี 2027 มาพร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์เสมือนจริง และแบตเตอรี่มาตรฐานที่ใหญ่ขึ้น

Porsche Taycan ถือเป็นสมาชิกที่เก่าแก่และน่าเคารพในวงการรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รถรุ่นนี้ได้รับการอัปเดตหลายครั้งและได้พิสูจน์สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมตามมาตรฐานของแบรนด์ Porsche โดยปัจจุบันเป็นผู้ครองสถิติรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำเวลาได้เร็วที่สุดในด่าน Nürburgring (หลังจากผลัดกันแพ้ชนะกับแบรนด์คู่แข่งอย่าง Tesla, Xiaomi และ BYD) ล่าสุด Porsche ได้ประกาศชุดอัปเดตใหม่สำหรับรุ่นปี 2027 ดังนี้

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ Taycan จะมาพร้อมกับพอร์ตชาร์จมาตรฐาน NACS ในตัวสำหรับการชาร์จความเร็วสูง แต่การติดตั้งของ Porsche นั้นมีความน่าสนใจ แทนที่จะให้การชาร์จทั้งหมดผ่านปลั๊กเดียว โดยเลือกที่จะติดตั้งพอร์ตชาร์จแบบ DC ไว้ที่ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า (ซึ่งช่วยให้สถานี Supercharger เข้าถึงพอร์ตได้ง่ายเมื่อจอดรถเอาหน้ารถเข้า) และติดตั้งพอร์ตชาร์จแบบ J1772 AC ไว้ที่ฝั่งคนขับด้านหน้า นอกจากนี้ยังมีหัวแปลง CCS แถมมาให้ด้วย

หนึ่งในจุดเด่นของหัวชาร์จ NACS คือสามารถรองรับกระแสไฟได้ทั้ง DC และ AC ในพอร์ตเดียวกัน ดังนั้นการแยกใช้พอร์ต NACS สำหรับ DC เท่านั้น และใช้พอร์ต J1772 สำหรับ AC เท่านั้น จึงดูแปลกไปเสียหน่อย แต่

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงพอร์ตชาร์จ DC และ AC ที่แพร่หลายที่สุดได้ จึงมีประโยชน์อยู่บ้าง แม้ว่ามันอาจจะสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้มือใหม่ แต่ Porsche มั่นใจว่าลูกค้าของพวกเขาจะสามารถทำความเข้าใจได้

นอกจากนี้ แบตเตอรี่ในรุ่นพื้นฐานยังได้รับการอัปเกรดความจุจาก 89 kWh เป็น 105 kWh ซึ่งความจุ 105 kWh นี้เคยเป็นออปชันเสริมในรุ่นปีเก่า แต่ในรุ่นปี 2027 จะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับทุกรุ่นย่อยของ Taycan เพื่อให้ค้นหาจุดชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Taycan รุ่นปี 2027 จะมาพร้อมกับระบบวางแผนการชาร์จที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพ แม้เราจะยังไม่แน่ใจในรายละเอียดทั้งหมด แต่จากการที่ได้ลองใช้งานซอฟต์แวร์เบื้องต้นในรุ่น Cayenne Electric ก็ค่อนข้างประทับใจกับหน้าจอการใช้งานของ Porsche ในการค้นหาและคัดกรองสถานีชาร์จ

ในส่วนของซอฟต์แวร์อื่น ๆ ก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยมีระบบควบคุมด้วยเสียงที่ดีขึ้น เพิ่มแอปพลิเคชันและการปรับแต่งที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านดาวเทียม (Over-the-air) ที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้ Taycan มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเทียบเท่ากับรุ่น Cayenne และ Macan EV ในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาพร้อมกับการปรับราคาพื้นฐานเพิ่มขึ้น จากเดิม 105,800 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,860,000 บาท) เป็น 111,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,084,000 บาท) อย่างไรก็ตาม

เมื่อพิจารณาว่าการอัปเกรดแบตเตอรี่เป็น 105 kWh ในรุ่นเดิมนั้นมีราคาอยู่ที่ 6,090 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 222,000 บาท) แต่ตอนนี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานแล้ว นั่นหมายความว่าราคาของรถที่มีออปชันใกล้เคียงกันนั้นเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 10 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 365 บาท) เท่านั้น ดังนั้น แม้จะรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่มีตัวเลือกแบตเตอรี่ขนาดเล็กกว่าเดิม แต่โดยรวมแล้วถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี

ฟีเจอร์เด่นใหม่ของ Taycan รุ่นปี 2027 คือระบบที่ Porsche เรียกว่า “E-Shift” ซึ่งเป็นออปชันเสริมที่มีให้เลือกในทุกรุ่นย่อยของ Taycan โดยจะมาพร้อมกับพวงมาลัยแบบพิเศษ (มีสวิตช์สำหรับเปิดใช้งานโหมดนี้และมีแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shifters เพื่อควบคุม)

ระบบนี้คล้ายกับที่เราเคยเห็นในรถยนต์รุ่นอื่น ๆ เช่น Hyundai Ioniq 5 N และ Mercedes-AMG GT EV ซึ่งอันที่จริง Hyundai ก็ตั้งชื่อระบบว่า “e-Shift” เช่นกัน ดังนั้นแรงบันดาลใจของระบบนี้จึงค่อนข้างชัดเจน

สรุปสั้น ๆ คือ ระบบนี้จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีเกียร์ความเร็วเดียว (หรือในกรณีของ Taycan ที่มี 2 เกียร์) ให้ความรู้สึกและส่งเสียงเหมือนกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เกียร์ธรรมดาหลายสปีด โดยทั่วไปจะรวมถึงเสียงเครื่องยนต์จำลองที่เปิดผ่านลำโพง หน้าปัดวัดรอบจำลองพร้อมเส้นสีแดงเตือนรอบสูง (Redline) จำลอง และระบบตัดกำลังมอเตอร์ชั่วคราวตอนเปลี่ยนเกียร์เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ

ระบบเหล่านี้ได้รับความสนใจอย่างมาก จากทฤษฎีที่ว่าคนไม่อยากขับรถยนต์ไฟฟ้าเพราะมันไม่มีเสียงเครื่องยนต์ จากวิธีที่ Porsche อธิบาย ดูเหมือนว่าการทำงานของระบบนี้จะคล้ายกับค่ายอื่น ๆ โดยสามารถใช้ได้ทั้งในโหมดอัตโนมัติหรือโหมดธรรมดา (Manual)

และ Porsche ระบุว่าระบบนี้ “ถูกออกแบบมาให้รู้สึกสมจริง พร้อมความรู้สึกตอนเปลี่ยนเกียร์ที่ชัดเจน มีแรงฉุดของเกียร์เฉพาะเฉพาะรุ่น เทียบได้กับพฤติกรรมการเบรกด้วยเครื่องยนต์ (Engine Braking) ของรถยนต์สันดาป และระบบจำกัดรอบเครื่องยนต์เสมือน” ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณเหยียบคันเร่งสุดในโหมดแมนนวล รถก็จะกระตุกค้างอยู่ที่รอบเครื่องจำกัดจนกว่าคุณจะเปลี่ยนเกียร์ขึ้น

นอกจากนี้ยังรวมถึงการปรับปรุงเสียงจำลองใหม่ที่เรียกว่า “Porsche Electric Sport Sound” ซึ่งจะเปลี่ยนจากเสียงแนวล้ำยุคไฮเทคแบบเดิม ให้กลายเป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนเครื่องยนต์สันดาปมากขึ้น

สิ่งนี้เป็นลูกเล่นที่สนุกเวลาอยู่กับเพื่อนหรือเอาไว้โชว์นักข่าวในงานเปิดตัว แต่ไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะเปิดใช้งานในชีวิตประจำวันตอนขับรถไปทำงาน หรือแม้กระทั่งตอนขับในสนามแข่ง

แม้เราจะยังไม่มีตัวเลขของ Taycan แต่รถรุ่น Ioniq 5 N จะทำความเร็ว 0-60 ไมล์/ชม. ช้าลง 0.4 วินาที และ 0-100 ไมล์/ชม. ช้าลง 1.1 วินาทีเมื่อเปิดโหมดเปลี่ยนเกียร์จำลองนี้ และสื่อ Electrek คิดว่าน่าจะเกิดสิ่งเดียวกันกับ Taycan ซึ่งทำให้สงสัยว่า ทำไมคนเราถึงยอมจ่ายเงินซื้อออปชันเพิ่มสมรรถนะ แต่กลับเปิดโหมดที่ลดทอนสิ่งเหล่านั้นลง ทำให้รถตอบสนองช้าลงและคาดเดาได้ยากขึ้น

และมันยิ่งดูแปลกเมื่อมาอยู่บนรถรุ่น Taycan เพราะรถรุ่นนี้มีเสียงมอเตอร์จำลองอยู่แล้ว และที่สำคัญคือมันมีเกียร์จริง ๆ อยู่แล้วถึง 2 สปีด ไม่ใช่เกียร์ 8 สปีดจำลองแบบในระบบ E-Shift

แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเพราะทั้งหมดนี้เป็นเพียง “ออปชันเสริม” คุณต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อระบบนี้ตั้งแต่แรก และโหมด E-Shift ก็สามารถเปิดหรือปิดใช้งานได้ตามใจชอบ

สื่อคาดว่าระยะทางส่วนใหญ่ที่รถถูกขับขี่จะเกิดขึ้นตอนปิดโหมดนี้ โดยเฉพาะหลังจากผ่านพ้นช่วงเห่อของใหม่ไปแล้ว และหวังว่าคนที่รักรถเครื่องยนต์สันดาปมาก ๆ จะสามารถเปิดใจยอมรับข้อดีของการมีรถที่เร็วขึ้น ตอบสนองได้ดีขึ้น และเงียบขึ้นได้ในที่สุด หากพวกเขาให้โอกาสมัน ดังนั้น ถ้าลูกเล่นนี้สามารถดึงดูดคนให้เปิดใจลองรถยนต์ไฟฟ้าได้ มันก็ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่สำหรับผู้เขียนเอง คงไม่เปิดใช้มันยกเว้นตอนที่อยากขับเล่นขำ ๆ เท่านั้น

ที่มา electrek

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.