เมื่อพูดถึงการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอดีต คนส่วนใหญ่มักจะพิจารณาจากความเร็ว 0–100 km/h, ขนาดแบตเตอรี่ หรือระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ แต่ในยุคที่ยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart EV เทคโนโลยีระบบขับขี่อัจฉริยะกำลังกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ และสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งเปรียบเสมือน “สมองกล” ในการขับเคลื่อนระบบเหล่านี้ก็คือ ชิปประมวลผล AI (AI Processors)
ขุมพลัง XPENG Turing Chip 1 ตัวพอไหม หรือต้องมีหลายตัว? ทำไมจำนวนชิปประมวลผล ถึงตัดสินอนาคต Smart EV ในอีก 2–5 ปีข้างหน้า
ระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ กลายเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และประเด็นที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องตระหนักรู้ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินซื้อรถยนต์คือ “รถที่คุณกำลังจะซื้อ ใส่ชิป AI มา กี่ตัว? และพลังการประมวลผลที่มี จะเพียงพอต่อการใช้งานอย่างปลอดภัยและไม่ตกรุ่นในอีก 2–5 ปีข้างหน้าหรือไม่?”
การเปลี่ยนผ่านสู่ VLA (Vision-Language-Action): ยุคที่รถต้อง “คิดแบบมนุษย์”
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ในอดีต (ADAS) มักจะทำงานผ่านระบบ Rule-based การเขียนโค้ดกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้า เช่น หากกล้องพบเส้นจราจรให้เลี้ยวตาม แต่สภาพการจราจรที่ซับซ้อนในชีวิตจริง โดยเฉพาะถนนเมืองไทยที่มีความท้าทายสูง ทั้งป้ายจราจรที่ไม่ชัดเจน เส้นเลนลบเลือน หรือรถจักรยานยนต์แทรกซ้อน มีสิ่งกีดขวางและสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา

ปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ชั้นนำจึงเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล VLA (Vision-Language-Action) หรือ End-to-End AI ที่มีองค์ประกอบดังนี้
- Vision (การมองเห็น) : รับข้อมูลจากกล้องความละเอียดสูงและเซนเซอร์รอบคันแบบ Real-time
- Language/Understanding (เข้าใจ Context): ตีความสถานการณ์ ป้ายจราจร วัตถุ และวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ถนนร่วมกัน
- Action (ตัดสินใจ/สั่งการ): สั่งการควบคุมพวงมาลัย คันเร่ง และเบรกได้สมูทและเป็นธรรมชาติเหมือนมนุษย์ขับ
การรันโมเดล VLA ซึ่งเป็น AI ขนาดใหญ่ (Large Foundation Models) จำเป็นต้องใช้ พลังประมวลผลที่มหาศาล (วัดหน่วยเป็น TOPS – Trillion Operations Per Second หรือ ล้านล้านการคำนวณต่อวินาที)

เจาะลึก XPENG AI Turing Chip: 1, 2 หรือ 3 ตัว มีผลอย่างไร?
XPENG ได้เปิดตัวชิปประมวลผล AI ที่พัฒนาขึ้นเองในชื่อ XPENG AI Turing Chip ซึ่งเป็น Custom Silicon ระดับสูง สถาปัตยกรรม 40-Core Processor รองรับพารามิเตอร์ของ AI ได้ถึง 30,000 ล้านค่า และให้พลังประมวลผลสูงถึง 750 TOPS ต่อ 1 ชิป (XPENG เคลมว่าชิป Turing 1 ตัว ให้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับชิประดับสูงในท้องตลาดเดิมถึง 3 ตัว)

หน้าที่หลักของชิปตัวนี้คือ การรันโมเดล VLA 2.0 สั่งการตัวรถแบบ End-to-End โดยไม่ต้องพึ่งพา LiDAR หรือ HD Maps พร้อมทั้งช่วยประมวลผลระบบ Smart Cabin และ Voice Interaction ภายในห้องโดยสาร

จำนวนชิปที่ถูกติดตั้งลงในตัวรถจะส่งผลต่อขีดความสามารถของระบบขับขี่อัจฉริยะในอนาคตดังนี้
ชิป Turing 1 ตัว
- พลังการประมวลผล ~750 TOPS
- โมเดลการทำงานของ VLA: Distilled VLA (โมเดลย่อขนาด)
- ขีดความสามารถและการใช้งานใน 2–5 ปี
- L2+ Advanced ADAS / City & Highway NGP (Basic)
- รองรับระบบความปลอดภัยเชิงรุก (AEB, LKA)
- ระบบจอดรถอัตโนมัติ และการขับขี่บนทางหลวง/ในเมืองแบบมีเงื่อนไข
- รัน ADAS ขั้นพื้นฐานได้ราบรื่น แต่ในการจราจรในเมืองที่ซับซ้อน อาจต้องให้ผู้ขับช่วยกดเข้าควบคุมบ่อยกว่า
ชิป Turing 2 ตัว
- พลังการประมวลผล ~1,500 TOPS
- โมเดลการทำงานของ VLA: Full VLA 2.0 (โมเดลเต็มรูปแบบ)
- ขีดความสามารถและการใช้งานใน 2–5 ปี
- L2++ High-level Urban NGP
- ประมวลผลสถานการณ์ซับซ้อนในเมืองได้ลื่นไหลและแม่นยำขึ้น
- รองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่ สเกลหลายหมื่นล้านพารามิเตอร์
- มีระบบ Redundancy ที่มีชิปสำรองทำงานขนานกันเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ชิป Turing 3 ตัว
- พลังการประมวลผล ~2,250 TOPS
- โมเดลการทำงานของ VLA: Full VLA + VLM / Robotaxi
- ขีดความสามารถและการใช้งานใน 2–5 ปี
- ประมวลผลระบบขับขี่ L3/L4 Full VLA 2.0 Unlocked เป็นระดับ Top-tier ใช้ในรุ่น Ultra
- สามารถประมวลผล End-to-End แบบเต็มรูปแบบ ไร้รอยต่อ
- รองรับระบบไร้คนขับในอนาคต (Robotaxi level)
- ประมวลผลทั้ง Smart Driving + Smart Cabin + Safety Island แบบแยกส่วนชัดเจน เหมาะสำหรับการรองรับซอฟต์แวร์อนาคตระยะยาว
(อ้างอิงข้อมูลสเปกจาก XPENG Global Launch, Munich Debut & Motorshow Announcement)



เกร็ดข้อมูลในต่างประเทศ
-
ในจีน: ซีรีส์ MONA L03 มีการทำรุ่นเริ่มต้นชิป 1 ตัวเพื่อเน้นราคาประหยัด (เริ่มต้นประมาณ 150,000 หยวน) และมีรุ่นท็อป (Max/Ultra) ที่ใส่ชิป Turing 2–3 ตัว
-
ในยุโรป (เยอรมนี): เปิดตัวทั้งเวอร์ชัน BEV และ Power X (EREV) โดยรุ่น Standard/Max จะได้ชิป Turing 1 ตัว (750 TOPS) ส่วนรุ่น Ultra ตัวท็อปจะได้จัดเต็มชิป Turing ถึง 3 ตัว (2,250 TOPS)


มวยคนละรุ่น! เปรียบเทียบกับ Tesla AI4 (HW4) และ Tesla AI5 (HW5)
เมื่อพูดถึงระบบขับขี่อัจฉริยะ จะไม่พูดถึงผู้นำอย่าง Tesla ไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างฮาร์ดแวร์ยุคปัจจุบันและอนาคต

-
Tesla Hardware 4.0 (AI4): ให้พลังประมวลผลราว 300 – 500 TOPS รันระบบ FSD (End-to-End Neural Networks) ในปัจจุบันได้ดี แต่เริ่มมีความตึงตัวในการประมวลผลกล้องความละเอียดสูงและการประมวลผลโมเดล AI ยุคถัดไป
-
Tesla Hardware 5.0 (AI5 / HW5): พุ่งทะยานไปถึง 2,000 – 2,500 TOPS (แรงกว่า HW4 ถึง 4-5 เท่า) ออกแบบมาเพื่อรันโมเดล AI ขนาดใหญ่มาก เพื่อรองรับ Tesla Cybercab (Robotaxi) และหุ่นยนต์ Optimus
เปรียบเทียบระดับพลังประมวลผล (TOPS) ของสมองกล AI
- Tesla AI5 (HW5): ~2,000 – 2,500 TOPS (อนาคต)
- XPENG Turing (3 ชิป): ~2,250 TOPS
- XPENG Turing (2 ชิป): ~1,500 TOPS
- XPENG Turing (1 ชิป): ~750 TOPS
- Tesla AI4 (HW4): ~300 – 500 TOPS (ปัจจุบัน)
วิเคราะห์: หากรถรุ่นใหม่อย่าง XPENG L03 เข้าไทยด้วยชิปแค่ “1 ตัว” คนไทยได้-เสีย อะไรบ้าง?
ในการเปิดตัวและทำตลาดในประเทศไทยของ XPENG L03 หากค่ายตัดสินใจนำเข้ามาขายเฉพาะเวอร์ชัน ชิป Turing 1 ตัว นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องชั่งน้ำหนัก

ข้อดี / ประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ
-
ราคาสัมผัสได้ง่ายขึ้น การลดจำนวนชิปประมวลผลความเร็วสูงออกช่วยลดต้นทุนฮาร์ดแวร์ได้อย่างมหาศาล ทำให้ตั้งราคาจำหน่ายในไทยได้เข้าถึงง่ายขึ้น แข่งขันในตลาด EV ที่ราคาดุเดือดได้ดี
-
เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปในปัจจุบัน สำหรับคนที่เน้นขับเองเป็นหลัก แต่ต้องการระบบ ADAS ขั้นสูง เช่น Adaptive Cruise Control, Lane Centering หรือการวิ่งบนทางหลวงยาว ๆ ชิป Turing 1 ตัว (750 TOPS) ถือว่า “เกินพอ” และแรงกว่าชิปยุคเก่าในตลาดหลายเท่าตัว (เช่น Nvidia Orin-X ที่มี 254 TOPS)
-
กินพลังงานไฟฟ้าน้อยลง ลดภาระการดึงไฟฟ้าจากแบตเตอรี่หลักเนื่องจากการประมวลผลและความร้อนสะสมของชิป
ข้อเสีย หรือสิ่งที่ต้องแลก (ข้อเสียเปรียบ)
-
ไร้ระบบชิปสำรอง หากชิปหลักมีปัญหาหรือประมวลผลหนักเกินไปชั่วขณะ ระบบจะตัดการทำงานทันทีเพื่อความปลอดภัย ไม่มีชิปตัวที่สองมารับช่วงต่อแบบ Real-time (Fail-Operational)
-
ได้สัมผัสแค่ “Distilled VLA” รถจะไม่สามารถรันโมเดล AI ตัวเต็มได้ ต้องใช้โมเดลที่ถูกบีบอัดขนาดลง ทำให้การตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อน เช่น สี่แยกวัดใจ ซอยแคบ หรือการแทรกตัวของรถจักรยานยนต์ในไทย อาจต้องให้ผู้ขับขี่เข้าควบคุมแทนบ่อยกว่า
-
เสี่ยงตกรุ่นด้านซอฟต์แวร์ในอนาคต เมื่อค่ายรถปล่อยอัปเดต Full VLA 2.0 ทาง OTA ให้ผู้ใช้ทั่วโลก รถรุ่นที่เป็น 2–3 ชิป จะได้รับการอัปเกรดให้ขับขี่ฉลาดขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่รุ่น 1 ชิป อาจทำได้เพียงรับอัปเดตเวอร์ชันย่อย (Distilled VLA) หรือไม่สามารถรับอัปเดตฟีเจอร์ใหญ่ได้ เพราะฮาร์ดแวร์ประมวลผลไม่พอ ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์
-
ช่องว่างด้านเทคโนโลยี ผู้ที่ตั้งใจซื้อรถเพื่อใช้งานยาว ๆ 3–5 ปี ฮาร์ดแวร์ชิปตัวเดียวอาจกลายเป็นข้อจำกัดหลักทันทีเมื่อซอฟต์แวร์ AI พัฒนาไปไกลขึ้น
-
ส่งผลต่อราคาขายต่อ รถที่มีฮาร์ดแวร์รองรับ VLA ตัวเต็ม และมีระบบสำรองความปลอดภัย จะถือครองราคาในตลาดมือสองได้ดีกว่ารถรุ่นฮาร์ดแวร์จำกัดอย่างเห็นได้ชัด

VLA 2.0 สู่ตลาด Global กับอนาคตของรถชิปเดียว
XPENG ได้นำ L03 ชิป 3 ตัว 2,250 TOPS ลงวิ่งทดสอบระบบ VLA 2.0 (Vision-Language-Action) บนถนนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ซึ่งผลการทดสอบสามารถรับมือกับวงเวียน สภาพจราจรหนาแน่น และกฎจราจรยุโรปได้อย่างแม่นยำไร้รอยต่อ โดยมีแผนจะปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์ OTA ให้ผู้ใช้ทั่วโลกขยายการใช้งานจริงในตลาด Global


-
ความแม่นยำและการสำเร็จ ตัวระบบอาศัยกล้องรอบคัน + ชิป Turing ในการประมวลผลสภาพแวดล้อมแทนการใช้ LiDAR และ HD Maps ผลการทดสอบสามารถรับมือกับวงเวียน สภาพจราจรหนาแน่น และกฎจราจรยุโรปได้อย่างแม่นยำ
-
การรองรับกฎหมาย XPENG ออกแบบระบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ของยุโรป (UNR 171) ซึ่งเปิดทางให้ระบบขับขี่อัจฉริยะใช้งานในเมืองได้ โดยมีแผนจะปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์ OTA ให้ลูกค้าในยุโรปใช้งานจริงช่วงปี 2027
ทีมงาน iMoD Drive เอง ก็มีโอกาสได้ลองสัมผัสประสบการณ์ระบบขับขี่อัจฉริยะ VLA 2.0 ในรถ XPENG L03 หรือ MONA L03 เวอร์ชันจีน ก็รู้สึกประทับใจใจฉลาดอันเหนือชั้นของระบบขับขี่อัจฉริยะ VLA 2.0 ใน XPENG L03 ที่ทำงานร่วมกับขุมพลัง ชิป Turing AI 2 ตัว (1,500 TOPS) ได้อย่างก้าวกระโดด
ตัวรถสามารถขับเคลื่อนผ่านเส้นทางสุดท้าทายในโซนชุนชนและถนนแคบ ๆ ที่ไม่มีเส้นแบ่งเลนได้อย่างเป็นธรรมชาติเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลเพื่อเบี่ยงหลบสิ่งกีดขวาง หลบรถสวนทาง ตัด Apex เลี้ยวเข้าโค้งเนียน ๆ หรือชะลอให้คนและรถจักรยานยนต์อย่างชาญฉลาดโดยไม่ต้องพึ่งพา LiDAR หรือ HD Maps
ซึ่งตัวระบบเบื้องหลังการประมวลผลสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ลื่นไหล และปลอดภัยจนผู้ขับวางใจปล่อยให้รถควบคุมตัวเองได้มากกว่า 80% ของเส้นทาง ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่านี่คือ Smart EV ระดับเริ่มต้นที่ไม่เพียงแค่โดดเด่นเรื่องความประหยัดพลังงาน แต่ยังมอบประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตได้อย่างน่าประทับใจเกินราคาอย่างแท้จริง

XPENG L03 กำลังจะเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ คิดว่าเราจะได้เห็นชิป XPENG AI Turing ถูกติดตั้งมาให้กี่ตัว
-
1 ชิป (750 TOPS) เพื่อทำราคาสุดช็อคให้คนไทยจับต้องได้ง่ายที่สุด?
-
2–3 ชิป (1,500 – 2,250 TOPS) จัดเต็มฮาร์ดแวร์เป็นทางเลือก เพื่อความปลอดภัยสูงสุด (Dual-Redundancy) และการอัปเกรด VLA 2.0 ในอนาคต?

การมีรุ่น 1 ชิป ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำราคามวลชน แต่ก็อาจจะต้องพิจารณานำเสนอรุ่นชิป 2 ตัว หรือรุ่นท็อป 3 ตัว เข้ามาเป็นทางเลือกในไทยด้วย จะช่วยตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองการณ์ไกล
เพราะการยอมจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ “ชิปหลายตัว” ไม่ใช่เรื่องของความฟุ่มเฟือย แต่คือการซื้อ ระบบความปลอดภัยที่มีชิปสำรอง และซื้อ การประกันอนาคต (Future-Proofing) เพื่อให้รถยนต์คันใหม่ยังคงฉลาด ปลอดภัย และอัปเดตฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบไปอีก 3–5 ปีข้างหน้าโดยไม่ตกรุ่น

แล้วชาวไทยที่กำลังตั้งตารอ XPENG L03 กันอยู่… มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง?
หาก XPENG Thailand เตรียมเปิดตัวทำตลาดในไทยเร็ว ๆ นี้ คุณอยากเห็น XPENG นำเข้ามาเฉพาะรุ่น ชิป Turing 1 ตัว (750 TOPS) เพื่อทำราคาสุดประหยัดให้เข้าถึงง่ายที่สุด หรือคิดว่าควรมีรุ่นทางเลือกที่จัดเต็ม 2–3 ชิป (1,500 – 2,250 TOPS) เข้ามาด้วย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและพร้อมรองรับ AI ขับขี่อัจฉริยะในอนาคตแบบยาว ๆ ลองคอมเมนต์บอกความคิดเห็นกันเข้ามาได้เลย
แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)
-
สเปกและความสามารถของชิป XPENG Turing AI (750 TOPS – 2,250 TOPS)
-
ที่มา: XPENG Global Official Pressroom & Global Newsroom (การเปิดตัวสถาปัตยกรรมชิป Turing AI และระบบ NGP)
-
-
การเปิดตัว สเปกจำนวนชิป และรุ่นของ MONA L03 / XPENG L03
-
ผลการทดสอบระบบ VLA 2.0 บนถนนสาธารณะ ประเทศเยอรมนี (มิวนิก)
-
ที่มา: CnEVPost – XPENG moves closer to bringing advanced driver assistance to Europe (รายงานผลการทดสอบโดย He Xiaopeng ในเมืองมิวนิก เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม)
-
เรียบเรียงโดย iMoD Drive
