ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ Tesla คือแบตเตอรี่แรงดันสูง ซึ่งไม่นานมานี้บริษัทได้ออกมาให้คำแนะนำที่ชัดเจนกว่าครั้งไหน ๆ เกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี โดยมีการอัปเดตคู่มือผู้ใช้ เพื่อแชร์เคล็ดลับการรักษาอายุการใช้งานแบตเตอรี่ในระยะยาว เพื่อให้รถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดและมีประสิทธิภาพดีที่สุด
คู่มือเจ้าของรถ Tesla สอนวิธีชาร์จรถ EV ให้แบตเตอรี่เสื่อมช้าที่สุด
แม้ว่าคำแนะนำส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ใช้รู้กันดีอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ Tesla ได้ระบุข้อแนะนำที่ตรงไปตรงมาและน่าสนใจคือ “หลีกเลี่ยงการใช้ Supercharger เป็นช่องทางหลักในการชาร์จไฟ”

โดยในคู่มือระบุชัดเจนว่า เจ้าของรถควรเก็บการใช้งาน Supercharging ไว้สำหรับตอนที่ต้องเดินทางไกลเท่านั้น และควรให้ความสำคัญกับการชาร์จแบบ Level 1 หรือ Level 2 (เช่น การเสียบปลั๊กไฟบ้าน หรือใช้ Tesla Wall Connector) สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันแทน
สุขภาพแบตเตอรี่
เช่นเดียวกับอุปกรณ์ที่ชาร์จไฟได้ทั่วไป แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla จะเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลาเนื่องจากปฏิกิริยาเคมีจากการชาร์จและคายประจุ โดย Tesla นิยามคำว่า “สุขภาพแบตเตอรี่” จากความจุพลังงานที่เหลืออยู่เมื่อเทียบกับตอนใหม่ ๆ

ตัวอย่างเช่น หากแบตเตอรี่มีสุขภาพอยู่ที่ 85% หมายความว่าความจุหายไปประมาณ 15% และจะวิ่งได้ระยะทางเพียง 85% ของระยะทางเดิมตอนที่ซื้อรถมาใหม่
เพื่อช่วยจัดการกับการเสื่อมสภาพตามธรรมชาตินี้ Tesla ได้ใช้ระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยเพื่อปกป้องแบตเตอรี่ โดยรถจะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานโดยอัตโนมัติเมื่อระดับไฟลดลงเหลือเกือบ 0% เพื่อป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงจนสร้างความเสียหายแก่ส่วนประกอบภายใน
เคล็ดลับสำคัญเพื่อสุขภาพแบตเตอรี่ที่ดี
คำแนะนำใหม่ของ Tesla เน้นย้ำว่า “จำนวนรอบการชาร์จ” และ “ระยะเวลาที่แบตเตอรี่อยู่ในสถานะไฟต่ำมากหรือสูงมาก” เป็นปัจจัยสำคัญต่ออายุการใช้งาน โดยมีกลยุทธ์หลักดังนี้

- กฎชาร์จ 80%:หากไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางไกล Tesla แนะนำให้ตั้งค่าจำกัดการชาร์จไว้ที่ประมาณ 80% เพื่อถนอมแบตเตอรี่
- ชาร์จบ่อย ๆ ดีกว่า การรอจนแบตเตอรี่เหลือต่ำมาก ๆ จะทำให้ระบบทำงานหนักเกินไปในระยะยาว ควรชาร์จให้บ่อยขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงวงจรการคายประจุที่ลึกเกินไป
- ระวัง อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่อยู่ที่ 0% หรือ 100% เป็นเวลานาน หากต้องจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ควรให้แบตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 50% และถ้าทำได้ควรเสียบปลั๊กทิ้งไว้ (โดยตั้งค่าจำกัดการชาร์จไว้ที่ 50%)
- ลดการใช้ไฟขณะจอด ฟีเจอร์อย่าง Sentry Mode, Dog Mode หรือการเสียบอุปกรณ์ค้างไว้ที่พอร์ต USB จะค่อยๆ ดึงไฟจากแบตเตอรี่ โดย Tesla ระบุว่าแบตเตอรี่อาจลดลงได้ประมาณ 1% ต่อวัน เพียงเพื่อเลี้ยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในรถ
ซึ่งผู้ใช้สามารถดูคำแนะนำสำหรับการชาร์จเพิ่มเติม ได้ที่ คู่มือเจ้าของรถ เมนู การชาร์จและการใช้พลังงาน > ข้อมูลแบตเตอรี่แรงดันไฟสูง
สุดท้ายแล้ว การดูแลแบตเตอรี่ Tesla ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการชาร์จให้เป็นกิจวัตร เช่น การชาร์จไฟบ้านเป็นหลักและรักษาความจุไว้ที่ 80% ก็สามารถช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์แบตเตอรี่ได้อย่างมหาศาล
การปฏิบัติตามคำแนะนำจากผู้ผลิตโดยตรงนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษา “สุขภาพ” ของรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ แต่ยังเป็นการคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้คุณสนุกกับการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าไปได้อีกหลายปี
ที่มา notateslaapp
