ในยุคที่เทคโนโลยี ยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในบริการที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาตอนนี้ก็คือ Waymo (แท็กซี่ไร้คนขับภายใต้บริษัท Alphabet หรือบริษัทแม่ของ Google) ซึ่งล่าสุดได้ขยายพื้นที่ให้บริการมายังโซนซานโฮเซ่ (San Jose) และคูเปอร์ติโน (Cupertino) รัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้ทีมงาน iMoD มีโอกาสได้ทดลองใช้งานเป็นครั้งแรกในการเดินทางไปร่วมงาน WWDC 2026 ที่ Apple Park [00:23], [20:45]
นั่งรถไร้คนขับครั้งแรก ลองเรียก Waymo ไป Apple Park จะหวาดเสียวแค่ไหน ห้ามพลาดคลิปนี้
บทความนี้จะสรุปทุกแง่มุม ตั้งแต่วิธีการเรียก ประสบการณ์ระหว่างนั่ง ไปจนถึงความคุ้มค่า เพื่อให้ทุกคนเข้าใจเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายขึ้น
1. วิธีการเรียกใช้งาน Waymo (ง่ายเหมือน Grab / Uber)
การเรียก Waymo มีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน แต่มีข้อจำกัดเล็กน้อยสำหรับนักท่องเที่ยว:
-
ต้องใช้ Apple ID ของ USA: ในการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Waymo จำเป็นต้องใช้บัญชี Apple ID ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น [00:45]
-
การลงทะเบียนและผูกบัตร: เมื่อโหลดแอปมาแล้ว สามารถลงทะเบียนได้ง่ายๆ และผูกบัตรเครดิตเพื่อตัดเงินอัตโนมัติ (ในคลิปผู้รีวิวผูกเข้ากับบัตรเครดิต LINE Pay) [00:58]
-
ปักหมุดจุดหมาย: หน้าตาแอปและการใช้งานคล้ายกับการเรียก Grab หรือ Uber คือเลือกจุดรับ-จุดส่ง ระบบจะคำนวณราคาและเวลาที่รถจะมาถึงให้ทันที [01:03]
2. เมื่อรถมาถึง: สัมผัสแรกและการเริ่มต้นเดินทาง
รถที่ Waymo นำมาให้บริการคือรถยนต์ไฟฟ้าหรู Jaguar ที่ติดตั้งเซนเซอร์รอบคัน [03:18], [10:28]
-
การขึ้นรถ: เมื่อรถมาจอดตรงจุดนัดพบ ประตูรถจะยังล็อกอยู่ ผู้โดยสารต้องกดปุ่ม “Unlock” ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ เพื่อเปิดประตู [02:13]
-
การออกตัว: เมื่อขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว (กฎเหล็กคือต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดทาง) ที่หน้าจอด้านหน้าและด้านหลังจะมีชื่อผู้โดยสารต้อนรับ ให้เรากดปุ่ม “Start Ride” บนหน้าจอ รถจึงจะเริ่มล็อกประตูและออกเดินทางโดยอัตโนมัติ [02:34], [03:18]
3. ประสบการณ์การนั่ง: หวาดเสียวแต่ไว้ใจได้?
ความรู้สึกแรกของผู้รีวิวคือ “แปลกใหม่และแอบลุ้น” เพราะไม่มีใครอยู่หลังพวงมาลัยเลย [11:24], [13:07] แต่จากการสังเกตพฤติกรรมการขับขี่ของระบบ AI มีจุดที่น่าสนใจดังนี้:
-
ขับค่อนข้างเร็วแต่ทำตามกฎ: AI ทำความเร็วได้ค่อนข้างดี (วิ่งตามความเร็วจำกัดของถนน เช่น 45 ไมล์/ชม.) [03:41] มีการรับรู้ป้ายสัญญาณจราจรอย่างแม่นยำ เช่น รถจะหยุดสนิทตรงป้าย STOP เสมอ แม้ว่าบริเวณนั้นจะไม่มีรถคันอื่นสวนมาก็ตาม [17:47]
-
ความนุ่มนวลและการตัดสินใจ: การเบรกและการชะลอรถเมื่อติดไฟแดงทำได้นิ่มนวลและเว้นระยะห่างจากคันหน้าได้อย่างปลอดภัย [04:41], [09:01] การรักษาเลนและการหมุนพวงมาลัยนิ่ง ไม่ส่ายไปมา [14:12] แต่จะมีบางจังหวะที่แอบกระชากตอนออกตัวจากโรงแรม หรือจังหวะเบรกกระตุกนิดหน่อยตอนถึงที่หมาย [13:54], [18:30]
-
สิ่งอำนวยความสะดวกในรถ: บนรถมีหน้าจอที่บอกแผนที่ (Route View) ความเร็ว และเวลาที่จะถึง [04:24], [10:56] รวมถึงสามารถกดเปิดเพลงผ่านแอปต่างๆ เช่น Spotify หรือ YouTube Music เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารผ่อนคลาย [10:20] นอกจากนี้ยังสามารถปรับอุณหภูมิแอร์ในรถผ่านแอปพลิเคชันได้ด้วย [11:44]
-
ข้อจำกัดและ Error: จากประสบการณ์ร่วมของ “พี่ซี” ที่เคยนั่งที่ LA เล่าว่า บางครั้งหากเจอสถานการณ์ที่รถหนาแน่นมากๆ AI อาจมีอาการตัดสินใจตะกุกตะกักบ้าง หรือในบางเคสอาจมีการขับผิดเส้นทางจนต้องเรียก Service ของทาง Waymo มาช่วยเคลียร์ ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้น [07:18]
4. สรุปความคุ้มค่า: ดีกว่า Uber หรือไม่?
เมื่อเดินทางมาถึงจุดหมายที่ Apple Park ได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำ [18:16] ผู้รีวิวได้สรุปข้อดีหลักๆ ไว้ 2 ข้อ:
-
ราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด: ในทริปนี้ค่าโดยสาร Waymo อยู่ที่ประมาณ 19 ดอลลาร์ ในขณะที่ลองเช็กราคาของ Uber ในเวลาเดียวกันพุ่งสูงถึง 31 ดอลลาร์ (ส่วนต่างนี้คาดว่าเพราะไม่ต้องเสียค่าแรงคนขับและค่า GP ของคนขับ) [11:54]
-
สบายใจ ไม่มีปัญหาเรื่องคนขับ: การนั่งรถไร้คนขับช่วยตัดปัญหาเรื่องความอึดอัดใจกับคนขับรถ หรือพฤติกรรมของคนขับที่เราไม่พึงพอใจออกไปได้เลย [20:12]
ภาพรวม: แม้ว่าฟีลลิ่งการขับจะให้ความรู้สึกเหมือนคนขับรถ “สายซิ่ง” อยู่บ้าง (ขับเร็วสไตล์อเมริกัน) [20:08] แต่โดยรวมระบบซอฟต์แวร์มีการอัปเดตจนฉลาดขึ้นมาก ตัดสินใจคล้ายคน และถือเป็นประสบการณ์เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่คุ้มค่าและปลอดภัยในระดับที่น่าพึงพอใจ [09:10], [20:01]