ใน

บอกลานาที! จีนปฏิวัติวงการ EV ชาร์จแบตเตอรี่เต็มในไม่กี่ ‘วินาที

หนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ล่าสุดของจีน กลายเป็นรถที่ชาร์จเร็วที่สุดในขณะนี้ โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 70% ได้ในเวลาเพียง 4 นาที 22 วินาที แต่นี่ไม่ใช่ข่าวเดียวเกี่ยวกับแบตเตอรี่ชาร์จเร็วที่ระบุเวลาเป็นวินาที เพราะนี่คือสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีชาร์จเร็วได้เข้าสู่ยุคใหม่ ที่นับความแตกต่างกันในระดับ “วินาที” แทนที่จะเป็น “นาที” แล้ว

บอกลานาที! จีนปฏิวัติวงการ EV ชาร์จแบตเตอรี่เต็มในไม่กี่ ‘วินาที

Lynk & Co. แบรนด์ในเครือ Geely เพิ่งเปิดตัว EV ซีรีส์ 10 รุ่นใหม่ที่มาพร้อมความเร็วในการชาร์จขั้นสุด ถือเป็นรถรุ่นแรกที่ใช้แบตเตอรี่ “Golden Brick” ของ Geely และจะมีรุ่นอื่นๆ ในเครือตามมาอีกเร็วๆ นี้ ในขณะเดียวกัน BYD ก็มีรถหลายรุ่นที่ออกสู่ตลาดพร้อมแบตเตอรี่ “Blade 2.0” ซึ่งให้ความเร็วในการชาร์จสูงมากเช่นกัน แบตเตอรี่ทั้งสองรุ่นนี้ถือเป็นผู้นำทัพ EV ยุคใหม่ของจีนที่ทำให้การชาร์จเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (หากมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ)

วินาทีเริ่มมีความสำคัญต่อเวลาในการชาร์จ EV

BYD ระบุว่าแบตเตอรี่ Blade 2.0 สามารถชาร์จจาก 10-70% ได้ใน 5 นาที ขณะที่ Geely เอาชนะไปเล็กน้อยด้วยการเคลมว่าแบตเตอรี่ Golden Brick ชาร์จเท่ากันได้ใน 4 นาที 22 วินาที

ส่วน CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ อีกราย ได้อวดโฉมแบตเตอรี่เชิงพาณิชย์ที่รองรับอัตราการชาร์จระดับ 8C ซึ่งชาร์จจาก 20-80% ได้ใน 6 นาที 48 สัปดาห์ (หรือ 6 นาที 48 วินาที) แต่นั่นยังถือว่าช้าเมื่อเทียบกับประกาศล่าสุดสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 3 นาที 44 วินาที เท่านั้น

แม้แบตเตอรี่รุ่นนี้ของ CATL จะยังไม่มีวางจำหน่ายในรถจริง จึงอาจเทียบกับเทคโนโลยีของ BYD และ Geely ที่วิ่งบนถนนแล้วตรงๆ ไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบชุดเซลล์ในห้องแล็บ แต่เป็นชุดแบตเตอรี่สมบูรณ์แบบที่กำลังทดสอบการชาร์จจริง และผลิตโดยผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV รายใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ใช่บริษัทสตาร์ทอัปที่กุเรื่องขึ้นมาเพื่อระดมทุน

นอกจากนี้ FAW Group ก็เพิ่งเปิดตัวแบตเตอรี่ที่ชาร์จจาก 10-70% ได้ใน 3 นาที 41 วินาที แม้จะช้ากว่าสัดส่วน 10-80% ใน 3:44 นาทีของ CATL เล็กน้อย แต่จุดสำคัญคือตัวเลขความแตกต่างนั้นห่างกันเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าวงการ EV จีนเริ่มเปลี่ยนมาใช้หน่วย “วินาที” เป็นตัววัดสำคัญแล้ว

เวลาชาร์จที่เร็วขนาดนี้จำเป็นจริงหรือ?

สาธารณชนรู้สึกมานานแล้วว่า EV ใช้เวลาชาร์จนานเกินไป และควรชาร์จได้เร็วเท่าการเติมน้ำมัน แม้ในความเป็นจริง เจ้าของ EV จะรู้ดีว่าการชาร์จที่บ้านสะดวกกว่าการไปปั๊มน้ำมัน และเมื่อเดินทางไกล รถก็มักจะชาร์จเสร็จพอดีกับเวลาที่คุณจอดพักผ่อน แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ใช้ EV ซึ่งคุ้นเคยกับค่านิยมเดิมๆ มักมองว่าการเติมพลังงานให้ EV ต้องรวดเร็วไม่ต่างจากเดิม

อย่างไรก็ตาม การชาร์จเร็วก็มีประโยชน์ในเชิงระบบ การจ่ายไฟที่สูงขึ้นหมายถึงความสามารถในการรองรับรถเข้า-ออกต่อสถานีชาร์จต่อวันได้มากขึ้น ลดการใช้พื้นที่ในการสร้างสถานี ซึ่งสำคัญมากในพื้นที่เมืองที่ผู้คนไม่มีที่ชาร์จส่วนตัวที่บ้าน ดังนั้น ไม่ว่าจะจำเป็นหรือไม่ก็ตาม เทคโนโลยีนี้ก็ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในจีน

สหรัฐอเมริกามีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแค่ไหน?

ในสหรัฐฯ รถยนต์ที่ชาร์จเร็วที่สุดในปัจจุบันคือกลุ่มที่ใช้แพลตฟอร์ม  ของ Hyundai/Kia ซึ่งชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาประมาณ 18 นาที เมื่อใช้ตู้ชาร์จที่เหมาะสม ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการเดินทางไกล แต่สำหรับคนที่ต้องพึ่งพาตู้ชาร์จสาธารณะเป็นหลัก การนั่งรอในรถ 18 นาทียังรู้สึกว่านาน การชาร์จในเวลา 3 นาที 41 วินาที จึงดูน่าดึงดูดกว่ามาก

เร็วๆ นี้ สหรัฐฯ กำลังจะมี Mercedes AMG GT EV ที่ชาร์จได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 11 นาที สำหรับ 10-80% ด้วยตู้ชาร์จขนาด 600 kW ซึ่งถือเป็นผู้นำในตลาดสหรัฐฯ แต่รถรุ่นนี้จะผลิตจำนวนจำกัดและมีราคาแพงหลักหลายแสนดอลลาร์ (หรือหลายล้านบาท) ในขณะที่รถที่ชาร์จเร็วที่สุดของจีนมีราคาไม่ถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.05 ล้านบาท)

และถึงกระนั้น รถในสหรัฐฯ ก็ยังใช้นาที่ในการวัดผล ความแตกต่างระหว่าง 11 นาที กับ 10 นาที 30 วินาที อาจดูไม่ต่างกันมาก แต่ความแตกต่างระหว่าง 4 นาที กับ 3 นาที 30 วินาที กลับดูมีนัยสำคัญมากกว่า นั่นคือเหตุผลที่เราเริ่มได้ยินการระบุเวลาเป็นวินาทีเมื่อเวลาชาร์จลดลงมาเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว

ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่ แต่รวมถึงตู้ชาร์จด้วย

เรื่องตู้ชาร์จ 600 kW นำไปสู่ประเด็นสำคัญ คือการขยายโครงสร้างพื้นฐานในจีนไปได้ไกลและเร็วกว่าภายนอกประเทศมาก BYD เพิ่งประกาศเปิดตัวตู้ชาร์จขนาด 1,500 kW ไปเมื่อต้นปี และหลังจากนั้นไม่นาน Geely ก็เปิดตัวตู้ชาร์จ 1,500 kW ของตัวเอง ตามมาด้วย Dongfeng รัฐวิสาหกิจของจีนที่เปิดตัวตู้ชาร์จ 1,500 kW เช่นกัน และกำลังพัฒนาตู้ที่เร็วยิ่งกว่าเดิม

ที่สำคัญคือ ตู้ชาร์จเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในกระดาษ แต่กำลังถูกติดตั้งในสเกลใหญ่ BYD วางแผนติดตั้งให้ครบ 20,000 จุดภายในสิ้นปีนี้ โดยติดตั้งไปแล้วหลายพันจุด ซึ่งการขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบนี้แทบไม่เกิดขึ้นนอกประเทศจีน

เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรป แม้จะทำได้ดีกว่าสหรัฐฯ โดยมีตู้ชาร์จขนาด 400 kW จากบริษัทอย่าง Alpitronic ให้บริการ และเริ่มมีสถานี 600 kW ในปีนี้ แต่ BYD ก็ไม่รอช้า ได้เริ่มส่งตู้ชาร์จ Flash Charger ไปยังยุโรปแล้ว และมีแผนจะติดตั้งเพิ่มอีกหลายพันจุดในปีหน้า

สหรัฐฯ เลือกที่จะมีระบบชาร์จที่ด้อยกว่า

ในสหรัฐฯ การหาตู้ชาร์จขนาด 350 kW เพียง 1-2 ตู้ตามสถานียังทำได้ยาก นับประสาอะไรกับตู้ที่เร็วกว่านั้น กฎหมายและโครงการสนับสนุนจากภาครัฐเคลื่อนตัวช้ากว่าที่ควร เนื่องจากนโยบายและการเมืองภายในประเทศ มีการชะลอการอนุมัติเงินทุน และการปฏิเสธตู้ชาร์จที่มีชิ้นส่วนจากจีน ซึ่งส่งผลให้สหรัฐฯ ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีตู้ชาร์จที่ดีที่สุดในโลกได้

ผลลัพธ์คือ ในขณะที่โลกกำลังพัฒนาไปข้างหน้า สหรัฐฯ กลับผลักไสผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกไป ปล่อยให้ประเทศอื่นๆ รวมถึงจีน เสพสุขและทำกำไรจากเทคโนโลยีขั้นสูง ใ

ที่มา electrek

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.