ใน

เปิดตัว Leapmotor D19 เรือธง SUV พรีเมียมในจีน แพลตฟอร์ม 1,000V ชาร์จ 15 นาที วิ่งไกล 350 กม.

Leapmotor ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนได้เปิดตัวรถ SUV รุ่นเรือธง D19 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียม โดยรถรุ่นนี้มีราคาจำหน่ายอยู่ระหว่าง 219,800 ถึง 269,800 หยวน (ประมาณ 1,120,000 ถึง 1,370,000 บาท) และได้เริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองล่วงหน้าทันทีในวันเปิดตัว

เปิดตัว Leapmotor D19 เรือธง SUV พรีเมียมในจีน แพลตฟอร์ม 1,000V ชาร์จ 15 นาที วิ่งไกล 350 กม.

Leapmotor D19 เป็นรถรุ่นแรกในตระกูล D series ที่เป็นเรือธงขนาด Full-size และถูกวางตัวให้เป็นกำลังหลักในการผลักดันยอดขายของบริษัท โดย Leapmotor ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม Stellantis ตั้งเป้าหมายที่จะส่งมอบรถให้ได้ 1 ล้านคันในปี 2026

ตัวรถมีความยาว 5,252 มม. กว้าง 1,995 มม. สูง 1,780 มม. และมีฐานล้อกว้างถึง 3,110 มม.

รถรุ่นนี้สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมเทคโนโลยี LEAP 4.0 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในครอบครัวและธุรกิจ โดยมีให้เลือกทั้งแบบ 6 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง และเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดที่มีการแข่งขันสูง Leapmotor จึงส่งรุ่นย่อยออกมาถึง 7 รุ่น

พร้อมระบบขับเคลื่อน 2 รูปแบบ คือ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (EREV) ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางการวิ่ง

ในรุ่น EREV ทุกรุ่นจะมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบมอเตอร์คู่ และใช้เทคโนโลยีการติดตั้งแบตเตอรี่แบบ CTC (Cell-to-Chassis) ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่ใต้ท้องรถ

โดยมีขนาดแบตเตอรี่ให้เลือก 2 ขนาด คือ 63.7 kWh (วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 400 กม. และวิ่งรวมสูงสุด 1,300 กม.) และขนาด 80.3 kWh (วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 500 กม. และวิ่งรวมสูงสุด 1,180 กม.) ทั้งยังรองรับระบบชาร์จไว 800V ชาร์จจาก 30% เป็น 80% ได้ในเวลาเพียง 15 นาที

สำหรับรุ่น BEV จะใช้แพลตฟอร์มแรงดันสูง 1,000V ซึ่งสามารถชาร์จเพียง 15 นาที แต่เพิ่มระยะทางวิ่งได้มากกว่า 350 กม.

โดยรุ่นท็อปประสิทธิภาพสูง (Performance Edition) มาพร้อมมอเตอร์ 3 ตัว ให้กำลังสูงสุด 540 กิโลวัตต์ เร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.94 วินาที และมีระยะทางวิ่งสูงสุด 680 กม. (มาตรฐาน CLTC)

ภายในตัวรถอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 8797 ถึงสองตัว ให้พลังประมวลผลสูง และมีเซนเซอร์อัจฉริยะ 28 จุด รวมถึง LiDAR เพื่อระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังมีระบบผลิตออกซิเจนในรถ, หน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลังขนาด 21.4 นิ้ว ความละเอียด 3K, ตู้เย็นขนาดเล็ก และระบบช่วงล่างถุงลมแบบห้องคู่ที่ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล

ในปี 2025 ที่ผ่านมา Leapmotor ส่งมอบรถได้เกือบ 600,000 คัน และเริ่มทำกำไรได้เป็นครั้งแรก โดยบริษัทตั้งเป้าจะมียอดขายต่อปีถึง 4 ล้านคันภายในทศวรรษหน้า นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปิดตัวรถรุ่น Lafa 5 Ultra ซึ่งเป็นรถแฮทช์แบ็กไฟฟ้าสมรรถนะสูงในงาน Beijing Auto Show ที่จะถึงนี้เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นอีกด้วย

ที่มา cnevpost

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.