Ferrari เปิดตัว Luce อย่างเป็นทางการ ณ กรุงโรม ซึ่งถือเป็นการปิดฉากการเปิดตัวแบบสามภาคส่วนที่เริ่มต้นด้วยการเผยข้อมูลทางเทคนิคเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และตามด้วยการเผยโฉมภายในห้องโดยสารที่ออกแบบโดย Jony Ive ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยทางค่ายม้าลำพองได้เชิญทีมสื่อ Electrek บินตรงสู่กรุงโรมเพื่อร่วมงานเปิดตัว และสัมผัสตัวรถอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 30 นาที แม้จะยังไม่มีการเปิดให้ทดสอบขับในรอบนี้ก็ตาม
ม้าลำพองยุคใหม่! Ferrari Luce เปิดตัวซีดานไฟฟ้า 1,050 แรงม้า พร้อมดีไซน์สุดล้ำโดย Jony Ive
สิ่งที่ Electrek พบคือยนตรกรรมที่ท้าทายทุกสมมติฐานเดิมว่า Ferrari ควรจะมีรูปลักษณ์อย่างไร ใครคือกลุ่มเป้าหมายที่ควรนั่งอยู่ภายใน หรือแม้แต่เสียงของรถควรจะเป็นแบบไหน ทว่าในขณะเดียวกัน Luce ยังคงรักษาความเป็น Ferrari ไว้อย่างเหนียวแน่นในแง่ของ “การสร้างอารมณ์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด

แม้จะมีเวลาจำกัดเพียงไม่กี่นาทีหลังจากเดินทางถึงกรุงโรม แต่ความรู้สึกแรกที่ทีมสื่อมีต่อ Ferrari Luce มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
รูปลักษณ์ที่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ
ในการสัมผัสตัวจริงครั้งแรก Luce เป็นรถที่ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อให้สายตาประมวลผลว่านี่คือ Ferrari หากไม่มีตราสัญลักษณ์ม้าลำพองหรือตัวถังสีแดง Rosso Corsa อันเป็นเอกลักษณ์ คาดว่าผู้พบเห็นจำนวนมากอาจไม่สามารถระบุแบรนด์ได้อย่างถูกต้องในทันที


เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะนี่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นแรกของค่าย แต่การที่ Luce เป็นรถแบบ 5 ที่นั่งรุ่นแรก และเป็นรถตัวถังซีดาน (Sedan) รุ่นแรกของแบรนด์ คือปัจจัยหลักที่สร้างความแปลกใหม่

นอกจากนี้ยังเป็นผลงานชิ้นแรกที่ออกแบบร่วมกับ LoveFrom สำนักดีไซน์ของ Jony Ive และ Marc Newson ซึ่งเป็นการกระโดดเข้ามาออกแบบยานยนต์เป็นครั้งแรกของพวกเขาด้วยเช่นกัน


ในแง่ของดีไซน์ภายนอก Electrek มองว่ารูปลักษณ์ของ Luce จะกลายเป็นหัวข้อที่ทำให้เกิดความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย (Polarizing) ด้านหน้าของรถโดดเด่นด้วยระบบ S-duct ที่ถ่ายทอดมาจากรถแข่ง ช่วยจัดการหลักแอโรไดนามิกและสร้างกลลวงตาให้ส่วนหน้ารถดูสั้นลง ตัวถังถูกนำเสนอในสไตล์ทูโทนที่เน้นความต่างของสี ช่วยให้ภาพรวมของรถดูสมดุลและมีความทันสมัยเหมือนชุดเกราะที่โอบอุ้มห้องโดยสารเอาไว้
ภายในห้องโดยสาร: ผลงานชิ้นเอกของ LoveFrom
หากดีไซน์ภายนอกยังเป็นที่ถกเถียง งานออกแบบภายในคือจุดแข็งที่จะชนะใจทุกคนได้อย่างแน่นอน เบาะนั่งคู่หน้าถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่สง่างาม หุ้มด้วยหนังเกรดพรีเมียมพร้อมปุ่มควบคุมที่ใช้งานง่าย จุดเด่นอยู่ที่การใช้ปุ่มกด สวิตช์ และปุ่มหมุนแบบกลไกที่กลึงจากโลหะชิ้นเดียว ให้สัมผัสที่แม่นยำและหรูหรา ซึ่งเป็นการฉีกหนีจากเทรนด์หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่พบได้ทั่วไปในรถ EV ปัจจุบัน (Anti-touchscreen movement)


พวงมาลัย 3 ก้านผลิตจากอลูมิเนียมรีไซเคิล 100% มาพร้อมสวิตช์ Manettino ที่ขยับไปพร้อมกับชุดพวงมาลัย เป็นงานวิศวกรรมที่ประณีตระดับอุตสาหกรรมนาฬิกา นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่น่าทึ่งอย่าง กุญแจแบบ E Ink ที่เปลี่ยนสีได้ และหน้าจอ OLED ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษโดย Samsung ทุกองค์ประกอบแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดอย่างสูงสุด

อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าพิจารณาคือเบาะนั่งตอนหลัง แม้จะมีพื้นที่วางขาที่กว้างขวางมาก แต่พื้นที่เหนือศีรษะกลับค่อนข้างจำกัดสำหรับผู้ที่มีความสูงเกิน 180 เซนติเมตร อย่างไรก็ดี พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีความจุถึง 597 ลิตร ซึ่งถือเป็นพื้นที่บรรทุกของที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของ Ferrari


พละกำลัง 1,113 แรงม้า และนวัตกรรมเสียงแบบ “อะคูสติก”
Luce มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V และแบตเตอรี่ขนาด 122 kWh ที่ผลิตในโรงงานมาราเนลโล โดยใช้เซลล์ที่พัฒนาร่วมกับ SK On ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวที่ส่งต่อเทคโนโลยีมาจากรุ่น F80 ให้พละกำลังรวมกันมหาศาลถึง 830 kW หรือประมาณ 1,113 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 310 กม./ชม. โดยสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 530 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

นวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดคือระบบเสียง ซึ่ง Ferrari ไม่ได้ใช้เสียงสังเคราะห์จากลำโพง แต่ใช้เซ็นเซอร์วัดความเร่ง (Accelerometer) ติดตั้งที่เพลาหลังเพื่อจับแรงสั่นสะเทือนจริงจากการทำงานของมอเตอร์ แล้วนำสัญญาณนั้นมาขยายเสียงผ่านระบบที่ทำงานคล้ายกับแอมป์กีตาร์ไฟฟ้า ทำให้ได้โทนเสียงที่มีรากฐานมาจากฟิสิกส์ของตัวรถจริงๆ มอบอารมณ์ร่วมในการขับขี่ที่แตกต่างจากรถ EV ทั่วไปในตลาด
ข้อความจาก Ferrari ถึงโลกยานยนต์
ในการเปิดตัวครั้งนี้ John Elkann ประธานบริหารของ Ferrari ยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้าไม่ใช่การจำยอมต่อกระแสโลก แต่เป็นการตัดสินใจเชิงรุกเพื่อนำหน้าอุตสาหกรรมในยุคต่อไป โดยระบุว่าพละกำลังระดับ 1,000 แรงม้า พร้อมระบบมอเตอร์แยกอิสระ 4 ล้อ และระบบควบคุมช่วงล่างที่ซับซ้อนขนาดนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากยังใช้ข้อจำกัดของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ดังนั้น Luce

ที่มา electrek
