กระแสเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากประเทศจีนกำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก พวกเขาได้สร้างความฮือฮาในยุโรปมาแล้ว และตอนนี้ค่ายรถจีนบางรายกำลังเตรียมความพร้อมที่จะบุกตลาดแคนาดาเพิ่มเติม แต่สิ่งหนึ่งที่คุณอาจยังไม่ทันสังเกตคือ จำนวนรุ่นรถยนต์ใหม่ๆ ที่จีนกำลังเร่งผลิตออกมาสู่ท้องตลาดนั้นมีจำนวนมากมหาศาลเพียงใด
แข่งกันโหด! 6 เดือนแรกจีนส่งรถใหม่ลุยตลาด 650 รุ่น สหรัฐฯ ตามหลังไม่ติด
เราไม่ได้กำลังพูดถึงแค่ “ปริมาณการผลิต” เท่านั้น (แม้ว่ายอดการผลิตและการส่งออกจะสูงมากก็ตาม) แต่บรรดาค่ายรถยนต์ในจีนกำลังส่งรถยนต์รุ่นใหม่ และรุ่นปรับโฉม (Refresh) หลายร้อยรุ่นเข้าสู่ตลาดภายในประเทศเฉพาะในปีนี้เพียงปีเดียว

หากถามว่ามีจำนวนมากแค่ไหน? ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่ามีราวๆ 650 รุ่น ซึ่งหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2026 มีรถยนต์เปิดตัวใหม่หรือปรับโฉมเฉลี่ยประมาณ 4 รุ่นในทุกๆ วัน
He Zhiqi รองประธานบริหารของ BYD ได้โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียโดยอธิบายถึงตัวเลขนี้ว่าเป็นเรื่องที่ “บ้าคลั่งเอามากๆ” พร้อมเสริมว่า ตลาดรถยนต์ภายในประเทศของจีนนั้น “ไม่ใช่แค่แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่เข้าขั้นห้ำหั่นกันอย่างปราศจากความเมตตา”

ตัวเลข 650 รุ่นนี้ รวมทั้งรถที่มีการปรับโฉมเล็กน้อย (Facelift) การปรับปรุงอัปเดต (Refresh) และรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยและเทคโนโลยียานยนต์แห่งชาติจีน (China Automotive Technology and Research Center) แสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา มีรถยนต์ที่เป็น “รุ่นใหม่เอี่ยมจริงๆ” (ซึ่งไม่เคยมีประวัติในฐานข้อมูลยานยนต์แห่งชาติของจีนมาก่อน) เปิดตัวเฉลี่ยประมาณ 30 รุ่นในแต่ละเดือน
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ในปี 2024 ตลาดสหรัฐอเมริกามีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หรือรุ่นปรับโฉมรวมกันเพียง 29 รุ่น เท่านั้น และผลการศึกษาจาก Bank of America Securities คาดการณ์ว่า ตลาดสหรัฐฯ จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่รวม 159 รุ่น ในช่วงเวลาอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับรถยนต์ 650 รุ่นที่เปิดตัวในจีนภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือน

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้การเปิดตัวรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มาจากการลดระยะเวลาในวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Development Cycle) ลงอย่างมาก ค่ายรถยนต์ต่างแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ในอุตสาหกรรมที่ยอดขายรวมเริ่มชะลอตัว การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ และสงครามราคาที่ยังคงดำเนินอยู่ นั่นหมายความว่า พวกเขาต้องคอยอัปเดตและปรับปรุงรถยนต์เพื่อเรียกร้องความสนใจและเอาชนะคู่แข่งให้ได้
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งแต่การออกแบบตัวรถไปจนถึงเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร AI ได้เข้ามาช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อรถรุ่นใหม่ๆ นอกจากนี้ บริษัทรถยนต์ยังพึ่งพาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อ เช่น ระบบช่วยขับขี่ แบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงขึ้น และเทคโนโลยีการชาร์จที่รวดเร็วขึ้น
He Zhiqi จาก BYD ยินดีต้อนรับการแข่งขันนี้ในฐานะแรงขับเคลื่อนที่ช่วยเร่งให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ โดย BYD ได้ประกาศชัดเจนว่าตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกภายใน 5 ปีข้างหน้า และล่าสุดสามารถแย่งบัลลังก์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุดกลับคืนมาจาก Tesla ได้อีกครั้ง ซึ่งยังไม่มีใครสรุปได้แน่ชัดว่าความสำเร็จนี้เกิดจากนวัตกรรมภายในแบรนด์ เรื่องราคา หรือเป็นเพราะจำนวนรุ่นรถยนต์ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายกันแน่ แต่สำหรับ He Zhiqi แล้ว เขามองว่า “การแข่งขันคือสิ่งที่นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง”
ที่มา insideevs
