ใน

ICCT เผย ใช้รถ EV ในยุโรปประหยัดกว่ารถน้ำมัน 33% แม้ชาร์จตู้สาธารณะก็ยังคุ้มกว่า

ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ดีอย่างยิ่งสำหรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป เนื่องจากราคาน้ำมันในสหภาพยุโรปพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ราว 9 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือประมาณ 2 ยูโรต่อลิตร (ตกราว 76 บาทต่อลิตร) ทำให้รถ EV ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยหลักที่กระตุ้นกระแสนี้ก็คือ “ค่าใช้จ่ายในการขับขี่ที่ประหยัดกว่า”

ICCT เผย ใช้รถ EV ในยุโรปประหยัดกว่ารถน้ำมัน 33% แม้ชาร์จตู้สาธารณะก็ยังคุ้มกว่า

งานวิจัยล่าสุดจาก International Council on Clean Transportation (ICCT) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชั้นนำที่ทำงานวิจัยให้แก่หน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา รถ EV ที่สลับชาร์จไฟทั้งที่บ้านและสถานีชาร์จสาธารณะ มีค่าใช้จ่ายต่อการวิ่งถูกกว่ารถยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันถึง 33%

ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะใช้บริการเฉพาะสถานีชาร์จสาธารณะเพียงอย่างเดียว ซึ่งปกติจะมีราคาค่าบริการแพงกว่าการชาร์จไฟที่บ้านอย่างมาก รถ EV บนท้องถนนในยุโรปก็ยังคงประหยัดค่าใช้จ่ายต่อการวิ่งมากกว่ารถยนต์สันดาปในระดับเดียวกันถึง 28% ความคุ้มค่านี้ช่วยลดภาระค่าครองชีพของเจ้าของรถได้เป็นอย่างดี ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างพร้อมใจกันแพงขึ้น

Marie Rajon Bernard นักวิจัยอาวุโสของ ICCT และหัวหน้าทีมผู้เขียนรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า “ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปจ่ายค่าพลังงานถูกกว่าคนขับรถน้ำมันประมาณหนึ่งในสาม ซึ่งเงินที่ประหยัดได้ขนาดนี้เป็นตัวเลขที่มองข้ามไม่ได้เลย และยังเป็นคำอธิบายชัดเจนว่าทำไมตลาดยานยนต์ถึงมุ่งหน้าไปในทิศทางนี้อย่างต่อเนื่อง เราคาดการณ์ว่าการเปิดรับใช้รถยนต์พลังงานแบตเตอรี่ (BEV) ทั่วยุโรปจะเติบโตขึ้นอีกมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากนโยบายสนับสนุนต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไป”

อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายรายวันที่ประหยัดกว่าไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ดึงดูดผู้ซื้อ เพราะรายงานเดียวกันระบุว่า ปัจจุบันยุโรปมีรถ EV ให้เลือกหลากหลายรุ่นมาก รวมถึงมีตัวเลือกในราคาที่เอื้อมถึงได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ในเยอรมนี ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค จำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เป็น EV ได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว ตั้งแต่ปี 2020 ถึงปี 2025 โดยมีให้เลือกราว 160 รุ่น และในจำนวนนี้มีราว 35 รุ่นที่มีราคาต่ำกว่า 30,000 ยูโร (ราว 1,140,000 บาท หรือ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งจัดว่าเป็นราคาที่จับต้องได้

ในแง่ของราคาซื้อตัวรถ หากไม่นับกลุ่มรถขนาดเล็กและขนาดกลางระดับล่าง (Compact) ปัจจุบันราคาจำหน่ายของรถ EV ได้ลงมาอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกับรถน้ำมันแล้ว ทั้งในกลุ่มรถขนาดกลาง รถระดับกลางค่อนไปทางใหญ่ และรถระดับหรู (Luxury) นอกจากนี้ หากนำไปเทียบกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) พบว่ารถ EV มีราคาเท่ากันในแทบทุกกลุ่มเซกเมนต์

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อมาคิดคำนวณและเปรียบเทียบรถในกลุ่มเดียวกัน จะเห็นว่ารถ EV มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา โดยในช่วงระหว่างปี 2020 ถึง 2025 ราคาของรถ EV ลดลงไปประมาณ 18% ในขณะที่รถยนต์ใช้น้ำมันกลับมีราคาแพงขึ้น 2%

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดรถยนต์ได้เปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษนี้ โดยมีรถรุ่นใหม่ ๆ จำนวนมากที่เน้นพละกำลังสมรรถนะสูงเป็นพิเศษและวิ่งได้ระยะทางไกลมาก ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มาพร้อมกับป้ายราคาที่สูงลิ่ว ทำให้ราคาเฉลี่ยกึ่งกลาง (Median Price) ของรถ EV รุ่นใหม่พุ่งสูงขึ้น 42% แต่ก็ต้องยอมรับว่ารถระดับสมรรถนะสูงเช่นนี้ยังไม่มีตัวเปรียบเทียบเลยเมื่อ 5 ปีก่อน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงมวลชนได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ “ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ถูกลง” แบตเตอรี่แรงดันสูงนับเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาแพงที่สุดของรถ EV และทาง ICCT ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาแบตเตอรี่ทั่วโลกได้ปรับตัวลดลงมาแล้วประมาณ 35%

ที่มา insideevs

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.