วัตถุดิบลิเธียมอาจขาดแคลนภายในปี 2028 จากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดการณ์ว่าความต้องการลิเธียมจะพุ่งขึ้นถึง 13 ล้านตัน LCE (Lithium Carbonate Equivalent) ในปี 2050 ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนมหาศาล 100-276 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อแก้ปัญหานี้
รถยนต์ไฟฟ้าบริโภคลิเธียม 72-80% ของความต้องการทั้งหมด
รถยนต์ไฟฟ้า (BEV – Battery Electric Vehicle) คิดเป็น 72-80% ของความต้องการลิเธียมทั้งหมด ตามด้วยระบบกักเก็บพลังงาน (ESS – Energy Storage Systems) ที่ใช้ 10-15% อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ใช้ 5-8% และการใช้งานอื่น ๆ อีก 2-5%
ด้วยยอดขาย EV ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความต้องการแบตเตอรี่ลิเธียมจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมอย่าง Mercedes-Benz EQS ที่เราเคยมีโอกาสได้รีวิวเต็ม ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 107.8 kWh สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 600-700 กม. ต่อการชาร์จครั้งเดียว ซึ่งต้องใช้ลิเธียมจำนวนมากในการผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่แบบนี้ ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านรีวิวเต็มได้ที่ ev.iphonemod.net หรือชมคลิปรีวิวได้ที่ช่อง YouTube iMoD Drive ของเราครับ
4 สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
รายงานจาก Rystad Energy แบ่งความต้องการลิเธียมออกเป็น 4 สถานการณ์ตามความเร็วในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของแต่ละภูมิภาค สถานการณ์ “Evolve” ที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าที่สุดต้องการลิเธียม 9.2 ล้านตัน LCE ภายในปี 2050 ส่วนสถานการณ์ “Accelerate” ที่เร่งการเปลี่ยนแปลงปานกลางต้องการ 10.7 ล้านตัน สถานการณ์ “Advance” ที่เร่งมากขึ้นต้องการ 12 ล้านตัน และสถานการณ์ “Lead” ที่เร่งการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดต้องการถึง 13 ล้านตัน LCE
การรีไซเคิลช่วยได้ แต่ไม่พอปิดช่องว่าง
การรีไซเคิลแบตเตอรี่เก่าสามารถให้ผลผลิตลิเธียมได้ประมาณ 4.9 ล้านตันในปี 2050 แต่นั่นยังไม่เพียงพอ ยังคงมีช่องว่างระหว่างอุปทานกับอุปสงค์อีก 4.1 ล้านตันในสถานการณ์ Evolve 5.8 ล้านตันในสถานการณ์ Accelerate 7 ล้านตันในสถานการณ์ Advance และ 8.1 ล้านตันในสถานการณ์ Lead
การรีไซเคิลจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่ยังต้องพึ่งพาการผลิตจากแหล่งธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนอย่างมหาศาลในโครงการขุดเหมือง โรงกลั่น และเทคโนโลยีการสกัดใหม่ ๆ
ต้องลงทุน 100-276 พันล้านดอลลาร์
การจะปิดช่องว่างระหว่างอุปทานกับอุปสงค์ต้องอาศัยการลงทุนมหาศาลตั้งแต่ 104 พันล้านดอลลาร์สำหรับสถานการณ์ Evolve 114 พันล้านดอลลาร์สำหรับ Accelerate 236 พันล้านดอลลาร์สำหรับ Advance และสูงถึง 276 พันล้านดอลลาร์สำหรับสถานการณ์ Lead
เงินทุนไปที่ไหน
การลงทุนจำนวนมหาศาลนี้จะถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เริ่มจากโครงการขุดเหมืองแร่เพื่อค้นหาแหล่งลิเธียมใหม่และพัฒนาเหมืองที่มีอยู่ รองลงมาคือโรงงานกลั่นลิเธียมที่จะแปรรูปแร่เป็นสารเคมีที่ใช้ในแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาโซ่อุปทานในแต่ละภูมิภาคเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง และลงทุนในเทคโนโลยีการสกัดใหม่อย่าง Direct Lithium Extraction (DLE) ที่สกัดลิเธียมจากน้ำเกลือใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีแบบเดิม
คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญจาก Rystad Energy เตือนว่า หากไม่เริ่มลงทุนอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนี้ ภายในปี 2028 จะเริ่มเห็นสัญญาณการขาดแคลนลิเธียม ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคา รถยนต์ไฟฟ้า ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการชะลอการผลิตรถรุ่นใหม่ ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยี แบตเตอรี่ ที่ทันสมัยกว่า
อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องเตรียมตัวรับมือกับความท้าทายนี้ โดยอาจต้องพึ่งพาแบตเตอรี่เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ใช้ลิเธียมเป็นส่วนผสมหลัก เช่น แบตเตอรี่ Solid-State หรือแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออน ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิลและการขุดเหมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ประเทศผู้ผลิตลิเธียมรายใหญ่
ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตลิเธียมรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยผลิตจากแร่สโปดูมีน (spodumene) ส่วนชิลีมีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก ผลิตจากน้ำเกลือใต้ดิน (brine) จีนครองตลาดการแปรรูปลิเธียมเกือบ 60% ของโลก และอาร์เจนตินาเป็นส่วนหนึ่งของ “Lithium Triangle” พื้นที่สามเหลี่ยมในอเมริกาใต้ที่มีลิเธียมสำรองสูงสุดในโลก
ที่มา: Electrek
