ใน

รีวิว Ford Ranger Wildtrak 2.0L 4×4 (2026) ขับนุ่ม เร่งเนียน พร้อมสีใหม่สุดดุดัน

สำหรับใครที่กำลังมองหารถกระบะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน (Daily Use) และสายลุยท่องเที่ยว ในปี 2026 นี้ Ford Ranger Wildtrak 2.0L เทอร์โบ ได้รับการปรับปรุงใหม่ที่น่าสนใจรอบด้าน โดยเฉพาะสีสันใหม่และการอัปเกรดความทนทานของเครื่องยนต์

รีวิว Ford Ranger Wildtrak 2.0L 4×4 (2026) ขับนุ่ม เร่งเนียน พร้อมสีใหม่สุดดุดัน

ดีไซน์ภายนอกและสีใหม่ดึงดูดสายตา

ไฮไลท์แรกของรุ่นปี 2026 คือการนำเสนอสีส้มใหม่ “Ignite Orange” ซึ่งเป็นสีที่แฟน ๆ คุ้นตาจากรุ่นพี่อย่าง Raptor แต่รอบนี้ถูกยกมาเป็นสีชูโรงให้กับรุ่น Wildtrak ทำให้ตัวรถดูโดดเด่น ตัดสลับกับชิ้นส่วนตกแต่งสีดำเงา (Gloss Black) ได้อย่างลงตัวและดุดัน

  • ด้านหน้า: โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED Daytime Running Light รูปตัว C [01:03] และกระจังหน้าดีไซน์บึกบึน มีกล้อง 360 องศาใต้โลโก้ [01:57] ด้านล่างมีไฟตัดหมอกที่ช่วยส่องสว่างตามองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย
  • ความสูงและมิติรถ: ความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) อยู่ที่ 229 มม. รองรับการลุยน้ำได้ลึกถึง 800 มม.
  • ด้านข้างและท้ายรถ: มาพร้อมบันไดข้าง, ล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว (ยาง 255/65R18) [04:42], สปอร์ตบาร์ และบันไดเหยียบข้างกระบะท้ายที่เป็นเอกลักษณ์ [05:04] นอกจากนี้ ฝาท้ายยังเป็นแบบ Easy Lift ที่ผ่อนแรงทำให้เปิด-ปิดได้เบามากด้วยมือเดียว [06:05] รวมถึงมีช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ และปลั๊กไฟบ้าน 400 วัตต์บริเวณกระบะท้าย

ขุมพลังอัปเกรดใหม่ เน้นความทนทานและการบำรุงรักษา

ในรุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว (Single Turbo) 4 สูบ [02:04] ให้พละกำลังสูงสุด 170 แรงม้า และแรงบิด 405 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

การปรับปรุงรอบนี้ทาง Ford เน้นไปที่ความทนทานและการบำรุงรักษาระยะยาวเป็นหลัก (รวมถึงปรับเปลี่ยนในระดับ Global) เช่น

  • ปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากเดิมที่เป็นสายพานมาเป็น “โซ่ราวลิ้น” แทน เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน
  • ปรับปรุงระบบหัวฉีดและการจูน ECU ใหม่

ภายในห้องโดยสาร กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ห้องโดยสารยังคงรักษามาตรฐานความหรูหราสไตล์ Wildtrak ด้วยการบุหนังและเดินตะเข็บด้ายสีส้มรอบคัน

  • เบาะนั่ง: มีขนาดใหญ่ ซัพพอร์ตสรีระได้ดีแม้จะเป็นคนตัวใหญ่ เบาะคู่หน้าหุ้มหนังตัดสลับผ้าผิวสัมผัสคล้าย Alcantara เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้หลายทิศทางพร้อมระบบดันหลัง (Lumbar Support)
  • เทคโนโลยี: หน้าจอแสดงผลหลังพวงมาลัยแบบดิจิทัลปรับได้หลากหลาย หน้าจอความบันเทิงกลางขนาดใหญ่ 12 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay / Android Auto ไร้สาย และเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน FordPass ได้เสถียร มีแท่นชาร์จไร้สาย (Wireless Charger)
  • ผู้โดยสารตอนหลัง: นั่งสบาย มีช่องแอร์หลัง ช่องชาร์จ USB (Type A และ Type C) รวมถึงมีปลั๊กไฟบ้าน 3 ขา ให้ใช้งาน

สมรรถนะการขับขี่ และระบบความปลอดภัย

จากผลการทดสอบขับขี่จริง พละกำลัง 170 แรงม้า ถือว่าเหลือเฟือสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน อัตราเร่งช่วงออกตัวอาจไม่ได้พุ่งกระโจนหวือหวา แต่เมื่อรถเริ่มลอยลำแล้วจะไหลขึ้นไปแตะความเร็ว 100 กม./ชม. ได้อย่างนุ่มนวล ลื่นไหล และเงียบเชียบโดยไม่รู้สึกเหนื่อย

  • ช่วงล่าง: ด้านหน้าเป็นปีกนก 2 ชั้น คอยล์สปริง ด้านหลังเป็นแหนบซ้อนพร้อมโช้คอัพแบบ Monotube [15:52] แม้ด้านหลังจะเป็นแหนบแต่เซ็ตติ้งออกมาได้ “นุ่มนวลและแน่น” ซับแรงกระแทกจากคอสะพานและลูกระนาดได้ดี ไม่มีอาการโยนตัวน่ากังวล
  • โหมดขับขี่: สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4) มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6 โหมด (เช่น โหมดประหยัด, ลากจูง, ถนนลื่น, โคลน/ร่อง และทราย) พร้อมระบบดิฟล็อกหลังไฟฟ้า และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control)
  • ระบบความปลอดภัย (ADAS): จัดเต็มระบบช่วยเหลือ เช่น Adaptive Cruise Control พร้อมระบบ Lane Centering (ช่วยควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน), ระบบป้องกันก่อนการชน และระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot)

ราคาและการรับประกัน

Ford Ranger Wildtrak 2.0L เทอร์โบ มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย

  • รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (4×2): ราคา 1,159,000 บาท
  • รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4): ราคา 1,249,000 บาท (หากเลือกสีส้ม Ignite Orange เพิ่มเงิน 10,000 บาท)

เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานด้วยการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร จากฟอร์ด ประเทศไทย

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.