ใน

สงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง รถจีนราคาถูก กระตุ้นยอดขายรถ EV ยุโรปโต 34%

ข้อมูลจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แบ่งปันกับสำนักข่าวรอยเตอร์เผยว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน กำลังช่วยกระตุ้นความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งมือหนึ่งและมือสองทั่วทวีปยุโรป อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารบางส่วนเตือนว่าความสนใจนี้อาจลดลงหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในอนาคต

สงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง รถจีนราคาถูก กระตุ้นยอดขายรถ EV ยุโรปโต 34%

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีชาร์จ และการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงรถจากค่ายรถยนต์สัญชาติจีน มีส่วนช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นกระแสหลักและสนับสนุนความต้องการในตลาดให้เติบโต

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะตกลงขยายเวลาหยุดยิงแล้ว แต่การหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือหมายความว่า การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันน่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายเดือน

ข้อมูลจากกลุ่มวิจัย New Automotive และกลุ่มอุตสาหกรรม E-Mobility Europe แสดงให้เห็นว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นถึง 34% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยครอบคลุมพื้นที่ 17 ตลาด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในสหภาพยุโรป (EU) และสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA)

นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ 100% ยังครองสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในตลาดกลุ่มนี้อีกด้วย

Francois Provost ซีอีโอของแบรนด์ Renault เปิดเผยกับรอยเตอร์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ยอดสั่งจองรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ในบางประเทศนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม เขาคาดการณ์ว่าการเติบโตนี้ “จะลดลง” หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ด้าน Jim Baumbick หัวหน้าฝ่ายยุโรปของ Ford กล่าวว่า สงครามทำให้ลูกค้าหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่เขาก็เตือนว่าไม่ควรด่วนสรุปว่านี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าใหม่และรถมือสองครั้งนี้ ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ค่ายรถยนต์ต่างพากันเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกลงในยุโรป ซึ่งช่วยแก้ปัญหาหนึ่งในอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจซื้อ นั่นคือต้นทุนราคารถที่สูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเมื่อซื้อตอนแรก

ค่ายรถยนต์จีนกำลังขยายตลาดจากรถยนต์รุ่นใหญ่มาสู่รถยนต์ขนาดเล็ก (Hatchback) ในยุโรป โดยแบรนด์ BYD ได้เปิดตัวรุ่น Dolphin G ที่กรุงเบอร์ลินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้าน Andy Palmer อดีตผู้บริหารของ Nissan ผู้เคยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นฮิตอย่าง Leaf กล่าวว่า ความสนใจของผู้บริโภคต่อรถยนต์ไฟฟ้าถูกกระตุ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเข้ามาของรถยนต์จีนคุณภาพดีและราคาประหยัด

ในขณะเดียวกัน ปริมาณรถยนต์ไฟฟ้ามือสองในตลาดก็เพิ่มสูงขึ้นและมีความต้องการอย่างล้นหลาม โดย OLX แพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ระบุว่า ยอดผู้สนใจซื้อแบรนด์จีนในฝรั่งเศสพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้วในเดือนพฤษภาคม

ขณะที่ Carwow แพลตฟอร์มซื้อขายรถยนต์ใหม่และมือสองออนไลน์ของเยอรมนี เผยว่าความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้า (วัดจากการจัดสเปกรถและการสอบถามข้อมูลเพื่อซื้อ) ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 70% ถึง 75% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณ 40% ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดย Philipp Sayler von Amende กรรมการผู้จัดการของ Carwow เยอรมนี กล่าวว่า พัฒนาการนี้ได้เปลี่ยนจากผลกระทบระยะสั้นไปสู่เทรนด์ที่ยั่งยืนเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ามือสองยังมีราคาค่อนข้างถูก โดยการลดราคาครั้งใหญ่ที่นำโดย Tesla ในปี 2023 ส่งผลให้มูลค่าการขายต่อลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าตอนนี้ราคาจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากความต้องการที่แข็งแกร่งก็ตาม โดย Bilbasen แพลตฟอร์มรถมือสองของเดนมาร์ก คาดว่าราคารถยนต์ไฟฟ้ามือสองจะเพิ่มขึ้น 10% ในปีนี้

ปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้ามือสองยังมีราคาถูกกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในระดับเดียวกัน โดยในอังกฤษ ข้อมูลจากบริษัทบริการตัวแทนจำหน่าย Cox Automotive ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่มีอายุ 2-4 ปี จะถูกขายในราคาเพียงประมาณ 33% ของราคาป้ายแดง เทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ที่ยังคงมูลค่าขายต่อได้สูงถึง 52% ของราคาป้ายแดง

Philip Nothard ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลเชิงลึกของ Cox Automotive กล่าวทิ้งท้ายว่า ปริมาณรถยนต์ไฟฟ้ามือหนึ่งและมือสองราคาประหยัดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ น่าจะช่วยรักษาความต้องการในตลาดให้เติบโตได้ แม้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มลดลงก็ตาม โดยเขาเชื่อว่าตลาดจะเข้าสู่เสถียรภาพและไม่น่าจะเกิดสภาวะขาลงอย่างแน่นอน

ที่มา reuters

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.