BYD ได้เปิดตัวรถซูเปอร์คาร์ไฟฟ้า “Denza Z” อย่างเป็นทางการที่งาน Goodwood FOS เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้รถรุ่นนี้จะมีราคาเกือบ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.7 ล้านบาท) แต่ก็นับว่ามีราคาที่ถูกกว่าและทำความเร็วได้เหนือกว่า Porsche 911 Turbo S
BYD ท้าชน Porsche! เปิดตัวซูเปอร์คาร์ไฟฟ้า Denza Z แรง 1,582 ม้า เร็วกว่าแต่ถูกกว่า
Denza Z ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “ซูเปอร์คาร์อัจฉริยะรุ่นแรกของโลก” โดย BYD มุ่งหวังที่จะใช้แบรนด์ลูกอย่าง Denza เข้าไปแข่งขันกับค่ายรถหรูระดับโลกอย่าง Porsche, BMW และ Mercedes-Benz

โดยตัวรถถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม e3 ของ BYD มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (ด้านหน้า 1 ตัว ด้านหลัง 2 ตัว) ให้กำลังรวมมหาศาลถึง 1,582 แรงม้า มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย คือ Coupe, Spider และ Racing

ในรุ่น Racing ที่ติดตั้งยางแบบ semi-slick สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 1.96 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 349 กม./ชม.

ในขณะที่รุ่น Coupe ทำอัตราเร่งได้ใน 2.25 วินาที และรุ่น Spider ทำได้ใน 2.3 วินาที นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีระบบบังคับเลี้ยวแบบ steer-by-wire ที่พัฒนาเองเป็นครั้งแรกในจีน ช่วยให้การควบคุมแม่นยำยิ่งขึ้น



ทุกรุ่นใช้แบตเตอรี่ Blade Battery 2.0 ขนาด 76 kWh โดยรุ่น Coupe มีระยะทางวิ่งไกลสุด 410 กม., รุ่น Spider 400 กม. และรุ่น Racing 380 กม. (มาตรฐาน WLTP)



อีกทั้งยังติดตั้งระบบช่วงล่างอัจฉริยะ Disus-M ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพถนน หรือแม้แต่ “เต้น” ได้ และที่สำคัญรองรับระบบชาร์จไว Flash Charging ที่ชาร์จไฟจาก 10% ถึง 70% ได้ในเวลาเพียง 5 นาที


ภายในห้องโดยสารล้ำสมัยด้วยหน้าจอผู้ขับขี่ขนาด 8.8 นิ้ว และหน้าจอ Infotainment ขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Google Built-in มาพร้อมระบบเสียงคุณภาพระดับโรงละคร โดยในรุ่น Coupe และ Racing จะมีลำโพง 12 ตัว ส่วนรุ่น Spider มี 10 ตัว


สำหรับราคาจำหน่ายในสหราชอาณาจักร
- รุ่น Coupe เริ่มต้นที่ 142,900 ปอนด์ (ประมาณ 6.4 ล้านบาท)
- รุ่น Spider 159,900 ปอนด์ (ประมาณ 7.1 ล้านบาท)
- รุ่น Racing 172,900 ปอนด์ (ประมาณ 7.7 ล้านบาท)
ซึ่งยังคงถูกกว่า Porsche 911 Turbo S ที่มีราคา 199,100 ปอนด์ (ประมาณ 8.9 ล้านบาท)
นอกจากนี้ BYD ยังเริ่มเปิดรับจองในจีนโดยมีราคาเริ่มต้นที่ถูกกว่ายุโรปเกือบครึ่ง คือเริ่มต้นเพียง 680,000 หยวน (ประมาณ 3.3 ล้านบาท) เท่านั้น โดยจะเริ่มส่งมอบรถได้ภายในสิ้นปี 2026
ที่มา electrek
