มีรายงานว่า BYD วางแผนจะนำเทคโนโลยีที่เคยใช้เฉพาะในรถยนต์ไฟฟ้า K-Car รุ่น Racco สำหรับตลาดญี่ปุ่น ขยายสู่ตลาดโลกเพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขนาดเล็กสำหรับตลาดต่าง ๆ รวมถึงตลาดยุโรป
BYD เตรียมนำสเปก K-Car ญี่ปุ่น รุ่น “Racco” ขยายไลน์อัป EV ขนาดเล็กบุกยุโรปและอาเซียน
สำนักข่าว Nikkei รายงานเมื่อวันจันทร์ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ BYD ได้ตัดสินใจนำชุดแบตเตอรี่ X-PACK ที่พัฒนาขึ้นเองภายในบริษัท ซึ่งเปิดตัวติดตั้งครั้งแรกในรุ่น Racco มาใช้ในการพัฒนารถ EV ขนาดเล็ก โดยจะเริ่มงานพัฒนาอย่างละเอียดและคาดว่ารถยนต์รุ่นใหม่จะสามารถเข้าสู่ตลาดได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีนี้

จุดเด่นของเทคโนโลยี X-PACK คือการรวมชิ้นส่วนไฟฟ้าหลัก ๆ เช่น อินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้า เข้าไปรวมอยู่ในชุดแบตเตอรี่ และติดตั้งระบบทั้งหมดไว้ใต้พื้นห้องโดยสารของตัวรถ
รายงานระบุว่า ในการออกแบบรถยนต์แบบดั้งเดิม ชิ้นส่วนเหล่านี้มักจะถูกติดตั้งไว้ในห้องเครื่องยนต์ด้านหน้ารถ ซึ่งกินพื้นที่ห้องโดยสารและลดพื้นที่สำหรับการซับแรงกระแทกในกรณีเกิดอุบัติเหตุสำหรับรถขนาดเล็ก
การที่เทคโนโลยี X-PACK ช่วยลดความจำเป็นในการติดตั้งชิ้นส่วนบางอย่างในห้องโดยสารหรือส่วนหน้ารถ ทำให้ Racco สามารถสร้างสมดุลระหว่างพื้นที่ใช้สอยของผู้โดยสารและความปลอดภัยจากการชนได้เป็นอย่างดี แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดขนาดตัวถังที่เข้มงวดของรถยนต์ K-Car ในญี่ปุ่นก็ตาม
ตามกฎระเบียบของประเทศญี่ปุ่น รถยนต์ K-Car จะต้องมีขนาดความยาวไม่เกิน 3.4 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.48 เมตร และความสูงไม่เกิน 2 เมตร ซึ่งทำให้การจัดวางแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็กเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แผนงานนี้จึงเป็นการเปลี่ยนเทคโนโลยีประหยัดพื้นที่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่มของญี่ปุ่น ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญสำหรับกลุ่มรถ EV ขนาดเล็กของ BYD ในระดับโลก

ความต้องการรถ EV ขนาดเล็กในราคาที่จับต้องได้ที่เพิ่มสูงขึ้นในยุโรป กลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ โดย Nikkei ชี้ว่า สหภาพยุโรป (EU) ได้ตัดสินใจในปี 2025 ที่จะเปิดตัวหมวดหมู่รถยนต์ประเภทใหม่โดยใช้มาตรฐาน K-Car ของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ ซึ่งภายใต้แผนดังกล่าว รถ EV ขนาดเล็กที่ผลิตในสหภาพยุโรปและมีความยาวไม่เกิน 4.2 เมตร อาจได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษทั้งในด้านเงินอุดหนุนและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ
BYD อาจเลือกผลิตรถ EV ขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยี X-PACK ภายในยุโรป โดยโรงงานในประเทศฮังการีที่มีกำหนดการเริ่มเดินสายการผลิตในปี 2026 อาจถูกใช้เป็นฐานการผลิตหลัก การตั้งโรงงานผลิตในยุโรปนอกจากจะช่วยให้ BYD มีคุณสมบัติตามเกณฑ์รับการสนับสนุนจากภาครัฐแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของ EU สำหรับรถ EV ที่นำเข้าจากประเทศจีนอีกด้วย

นอกจากนี้ รถ EV ขนาดเล็กที่พัฒนาบนพื้นฐานเทคโนโลยีของ Racco ยังมีโอกาสนำไปวางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการรถยนต์ขนาดกะทัดรัดและราคาเข้าถึงง่ายเป็นจำนวนมาก
สำหรับ BYD Racco ได้เริ่มวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยพัฒนาขึ้นสำหรับตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ตัวรถมีความยาว 3,395 มม., กว้าง 1,475 มม. และสูง 1,800 มม.
- รุ่นเริ่มต้นมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 22.4 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 210 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTC)
- รุ่นท็อปมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 35.84 kWh ให้ระยะทางวิ่งได้ไกลถึง 320 กิโลเมตร
BYD ระบุว่า Racco ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า K-Car รุ่นแรกในญี่ปุ่นที่สามารถวิ่งได้ระยะทางเกิน 300 กิโลเมตร และเป็น K-Car ไฟฟ้ารุ่นแรกในประเทศที่ติดตั้งประตูสไลด์ไฟฟ้า โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2.145 ล้านเยน (ประมาณ 493,000 บาท) และหลังจากหักเงินอุดหนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นจำนวน 150,000 เยน (ประมาณ 34,500 บาท) ราคาของรุ่นเริ่มต้นจะเหลือต่ำกว่า 2 ล้านเยน (ไม่ถึง 460,000 บาท)

ข้อมูลจาก BYD Japan ระบุว่า ณ วันที่ 9 สิงหาคม หลังจากเปิดขายได้เพียง 2 สัปดาห์แรก Racco มียอดจองไปแล้วถึง 1,002 คัน โดยรุ่นย่อยท็อปสุดอย่าง 300 Premium คิดเป็นสัดส่วนยอดจองสูงถึง 80%
ความพยายามของ BYD ในการขยายเทคโนโลยีของ Racco ไปสู่ตลาดโลก เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะการแข่งขันในตลาดรถยนต์ประเทศจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การขยายตลาดสู่ต่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของยอดขาย
โดยในช่วงครึ่งปีแรก BYD สร้างรายได้รวมถึง 344,820 ล้านหยวน (ประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท) ซึ่งรายได้จากตลาดต่างประเทศคิดเป็น 181,270 ล้านหยวน (ประมาณ 8.7 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 52.57% ของรายได้ทั้งหมด นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทที่รายได้จากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวมทั้งหมด
ที่มา cnevpost
