ใน

แบตเตอรี่รถไฟฟ้าเสื่อมตอนไหน? เผยข้อมูลจริงจากรถไมล์สูง

ความกังวลเรื่องแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หลายคนยังไม่กล้าเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่หลายคนก็ยังคงกังวลเรื่องนี้อยู่ ปัจจุบันเราเข้าสู่ยุค EV สมัยใหม่มาแล้วกว่า 15 ปี ทำให้มีรถ EV ที่ผ่านการใช้งานหนักระดับมหาโหดวิ่งอยู่บนถนนมากพอที่จะตอบคำถามนี้ได้ โดยเฉพาะรถ Tesla ที่วิ่งไปแล้วกว่า 200,000 ถึง 400,000 ไมล์ (ประมาณ 320,000 – 640,000 กิโลเมตร) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่า ความกลัวเรื่องระยะทางที่วิ่งได้ลดลงนั้นอาจจะดูเกินจริงไปหน่อยเมื่อเทียบกับความเป็นจริง

แบตเตอรี่รถไฟฟ้าเสื่อมตอนไหน? เผยข้อมูลจริงจากรถไมล์สูง

จากการศึกษาข้อมูลรถ EV ที่วิ่งระยะทางสูงจำนวนมาก ซึ่งหลายคันยังคงใช้แบตเตอรี่ลูกเดิมและวิ่งได้ไกลเพียงพอต่อการใช้งาน พบรูปแบบที่ชัดเจนว่า แบตเตอรี่ EV ยุคใหม่เสื่อมสภาพช้ามาก รถที่วิ่งมาเยอะมากยังคงใช้งานได้ดีเยี่ยม ในขณะที่รถน้ำมันที่วิ่งมาเท่ากันอาจจะเปลี่ยนเจ้าของมาแล้ว 3 คน หรือต้องยกเครื่องใหม่ไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น Tesla Model 3 อายุ 3 ปีคันหนึ่งที่วิ่งไปแล้ว 217,500 ไมล์ (ประมาณ 350,000 กม.) แม้จะถูกใช้งานหนักในฐานะรถแท็กซี่และต้องชาร์จเร็ว (Fast Charge) บ่อยครั้ง แต่แบตเตอรี่ก็ยังเหลือความจุถึง 88.5% และวิ่งได้จริงกว่า 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จ

หรืออย่าง Tesla Model S ในอังกฤษคันหนึ่งที่วิ่งไปกว่า 430,000 ไมล์ (ประมาณ 692,000 กม.) ด้วยแบตเตอรี่และมอเตอร์เดิม โดยทำหน้าที่เป็นรถรับส่งสนามบินและชาร์จเต็ม 100% บ่อยครั้ง แต่ระยะทางที่วิ่งได้ลดลงไปเพียง 104 กิโลเมตรจากสเปกเดิมเท่านั้น

สำหรับรถปี 2019 อย่าง Model 3 Standard Range Plus ที่วิ่งไป 380,000 ไมล์ (ประมาณ 611,000 กม.) ยังคงใช้แบตเตอรี่เดิมอยู่ แม้ระยะทางที่แสดงจะลดลงจาก 240 ไมล์เหลือ 158 ไมล์ (ลดลง 34.2%) ซึ่งถือว่าเสื่อมเยอะพอสมควร แต่แบตเตอรี่ก็ยังไม่ตาย และยังเพียงพอสำหรับการขับไปทำงานหรือใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปได้อยู่

ผลการวิจัยล่าสุดสนับสนุนเรื่องนี้ โดยพบว่ารถ EV ส่วนใหญ่ที่วิ่งเกิน 150,000 ไมล์ (ประมาณ 241,000 กม.) ยังคงเหลือความจุแบตเตอรี่ระหว่าง 81% ถึง 91% นั่นหมายความว่าตัวเลขไมล์ที่สูงไม่ได้แปลว่าแบตเตอรี่จะพังเสมอไป

Davide Giacobbe CEO ของ Voltest บริษัททดสอบแบตเตอรี่ EV อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไม่ใช่ “ระยะทาง” โดยตรง แต่เป็น “กิจกรรม” ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น เช่น การชาร์จและคายประจุซ้ำ ๆ ความร้อนสะสม และการชาร์จเร็ว

รถที่จอดในร่ม ชาร์จที่บ้าน และเลี่ยงอากาศร้อนจัด จะมีสุขภาพแบตเตอรี่ดีกว่ารถที่ชาร์จเร็วถึง 100% ท่ามกลางอากาศร้อนบ่อย ๆ

นอกจากนี้ แบตเตอรี่มักจะเสื่อมเร็วในช่วง 2-3 ปีแรกหรือช่วง 50,000 ไมล์แรก (ประมาณ 80,000 กม.) โดยจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 90% หลังจากนั้นกราฟความเสื่อมจะเริ่มนิ่งและช้าลงมาก

ประเภทของแบตเตอรี่ก็มีผล แบตเตอรี่ชนิด LFP  มีความทนทานกว่าชนิด NMC โดยพบว่ารถที่ใช้แบต LFP แม้วิ่งไปเกือบ 200,000 ไมล์ และชาร์จเร็วเป็นส่วนใหญ่ แต่สุขภาพแบตเตอรี่ยังสูงถึง 91-92%

สุดท้าย Giacobbe กล่าวว่าเขารู้สึกทึ่งที่แบตเตอรี่ EV ทนทานกว่าที่คิด “รถที่วิ่งมา 300,000 ไมล์ (เกือบ 500,000 กิโลเมตร) แต่ยังเหลือแบตเตอรี่ 75% เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก ผมขอท้าเลยว่าลองเอารถน้ำมันไปวิ่งให้ถึง 5 แสนกิโลเมตรดูสิ (แล้วจะรู้ว่าสภาพเครื่องยนต์เป็นอย่างไร)”

ที่มา insideevs

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.