ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ได้เปิดเผยรายละเอียดของ BYD Atto 3 รุ่นอัปเกรด (ซึ่งในจีนใช้ชื่อว่า Yuan Plus) โดยมีการปรับโฉมใหม่ ขยายขนาดตัวถัง และที่สำคัญคือเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มแบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD)
เผยสเปก BYD Atto 3 รุ่นใหม่ในจีน ตัวถังใหญ่ขึ้น พร้อมเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
เอกสารระบุว่ารถรุ่นนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งด้านหลัง โดยมีให้เลือก 2 ระดับความแรง คือ 200 กิโลวัตต์ และ 240 กิโลวัตต์ ผลิตโดย Zhengzhou BYD Auto ส่วนแบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) จาก FinDreams ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ BYD เอง แม้จะยังไม่ระบุความจุแบตเตอรี่แน่ชัด แต่ตัวรถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 190 กม./ชม.

นอกจากนี้ ยังมีการอัปเกรดระบบช่วยขับขี่ โดยมีตัวเลือกเสริมเป็นเซนเซอร์ LiDAR ติดตั้งบนหลังคา รวมถึงเรดาร์ด้านหน้าและกล้องบริเวณบังโคลน

ขณะที่สื่อจีนอย่าง IT-Home คาดการณ์ว่ารุ่นนี้อาจใช้แบตเตอรี่ Blade Battery เจนเนอเรชันที่ 2 ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วเป็นพิเศษ (Flash-charging) โดยชาร์จจาก 10% ถึง 70% ได้ภายในเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น
ขนาดของตัวรถมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีความยาว 4,665 มม. กว้าง 1,895 มม. และสูง 1,675 มม. (ฐานล้อ 2,770 มม.) ซึ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ดีไซน์ภายนอกปรับปรุงใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น ตั้งแต่กระจังหน้าสีเงิน ไฟหน้าเพรียวบางลง และกันชนดีไซน์ใหม่ รวมถึงมีตัวเลือกล้อขนาด 18 และ 19 นิ้ว พร้อมที่เปิดประตูแบบกึ่งซ่อน (Semi-hidden)

BYD Atto 3 เป็นรถรุ่นสำคัญที่ BYD ส่งออกไปทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย การเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังจะช่วยให้สู้กับคู่แข่งอย่าง Tesla Model Y, Geely Galaxy E5 และ Aion Y ได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บทความยังกล่าวถึงความแข็งแกร่งของรถรุ่นนี้จากเหตุการณ์จริงในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่ง BYD Atto 3 ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในระยะใกล้ แต่ผู้โดยสารทั้ง 5 คนรอดชีวิตมาได้ และระบบแบตเตอรี่ไม่มีการลุกไหม้ แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง

ปัจจุบันรถรุ่นนี้อยู่ในขั้นตอนการรับรองจากรัฐบาลจีน ซึ่งมักจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนวางขายจริง คาดว่าน่าจะเปิดจองได้ในช่วงกลางปีนี้ แต่ยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ หากเทียบกับรุ่นปัจจุบันที่ราคาประมาณ 900,000 – 1,200,000 บาท รุ่นใหม่อาจมีการปรับเปลี่ยนตามสเปกที่สูงขึ้น
ที่มา carnewschina
