เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2026 แบรนด์ Freelander ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ระดับหรูหราที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นอิสระภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Chery และ Jaguar Land Rover ได้เปิดเผยภาพอย่างเป็นทางการของรถยนต์รุ่นแรกในชื่อ “Freelander 8” First Edition โดยรถยนต์รุ่นนี้ถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ SUV พลังงานใหม่ระดับไฮเอนด์ที่รองรับการขับขี่แบบออฟโรด และคาดว่าจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
เผยโฉม Freelander 8 SUV ออฟโรดสุดหรู จากการร่วมทุนระหว่าง Chery และ Jaguar Land Rover
สำหรับรุ่น First Edition มาพร้อมกับสีตัวถังพิเศษ Flowing Silver เมทัลลิกผิวด้าน เคลือบด้วยแลกเกอร์นาโนเซรามิก ซึ่งยังคงรักษากลิ่นอายและการออกแบบตามแนวคิด Concept 97 ไว้อย่างเหนียวแน่น

ตัวรถมีความยาว 5,118 (หรือ 5,185) มม. ความกว้าง 2,050 มม. และความสูง 1,898 มม. โดยมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 3,040 มม.
ภายในห้องโดยสารจัดวางที่นั่งแบบ 6 ที่นั่ง (2+2+2) และรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ลากจูงเสริมที่สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 2,000 กิโลกรัม

Freelander 8 ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลรุ่นล่าสุด Qualcomm Snapdragon 8397 ซึ่งมีสมรรถนะก้าวกระโดดกว่าชิปรุ่น 8295 อย่างเห็นได้ชัด โดยมีประสิทธิภาพของ CPU เพิ่มขึ้น 3 เท่า, GPU เพิ่มขึ้น 3 เท่า และหน่วยประมวลผล AI (NPU) เพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า
นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะ Qiankun ADS ของ Huawei และระบบตรวจจับ LiDAR แบบ 896 เส้นมาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน
ระบบส่งกำลังเลือกใช้ระบบไฮบริดแบบขยายระยะทาง (Range-Extended Hybrid) ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร รหัส SQRH4J15 ของ Chery ให้กำลังสูงสุด 115 กิโลวัตต์ (154 แรงม้า) มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 60.331 kWh ที่พัฒนาร่วมกับ CATL ช่วยให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้เป็นระยะทาง 221 กิโลเมตร

ในส่วนของการขับขี่แบบออฟโรด ตัวรถได้ติดตั้งระบบควบคุมการขับขี่ทุกสภาพถนนอัจฉริยะ i-ATS, ระบบล็อกเฟืองท้ายแบบกลไก (Mechanical Differential Locks) ด้านหน้า, ระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า (e-LSD) ด้านหลัง และระบบช่วงล่างถุงลมแบบปิดสองห้อง (Closed-loop dual-chamber air suspension)
รถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นผลผลิตชิ้นแรกภายใต้โมเดลความร่วมมือแบบ “Joint Venture 3.0” โดยทางแบรนด์มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด 6 รุ่นภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า เพื่อทำตลาดในประเทศจีน ตะวันออกกลาง และยุโรป
สำหรับราคาจำหน่ายจะอยู่ในกลุ่ม 300,000 หยวน หรือประมาณ 1,420,000 – 1,520,000 บาท ซึ่งจะเข้ามาเป็นคู่แข่งโดยตรงกับรถยนต์รุ่น Li Auto L8 และ Aito M7

ในขณะเดียวกัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อย่าง Range Rover Evoque กำลังถูกนำมาจำหน่ายในตลาดประเทศจีนด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคารถยนต์มือสองในปัจจุบัน
แม้ว่าราคาแนะนำอย่างเป็นทางการจากโรงงานของ Range Rover Evoque จะอยู่ที่ 429,800 หยวน (ประมาณ 2,040,000 – 2,180,000 บาท) แต่เนื่องจากการเร่งระบายรถยนต์ออกจากคลังสินค้าอย่างหนักของตัวแทนจำหน่าย ส่งผลให้เกิดการหั่นราคาอย่างรุนแรง
โดยรถยนต์รุ่น 2026 Range Rover Evoque L SE ในปัจจุบันสามารถซื้อได้ด้วยเงินดาวน์ขั้นต่ำที่มีราคาตัวรถเริ่มต้นเพียง 179,000 หยวน (ประมาณ 850,000 – 900,000 บาท)

ส่วนการซื้อด้วยเงินสดเต็มจำนวนจะมีราคาอยู่ที่ 185,000 หยวน (ประมาณ 870,000 – 930,000 บาท) ซึ่งเมื่อคำนวณราคารวมเบ็ดเสร็จพร้อมวิ่งบนท้องถนน (On-road price) ของทั้งสองวิธีแล้ว จะตกอยู่ที่ประมาณ 212,000 หยวน (ประมาณ 1,000,000 – 1,070,000 บาท) เท่านั้น
ในทางกลับกัน ตลาดรถยนต์มือสองยังไม่ได้มีการปรับตัวตาม โดยรถยนต์มือสองที่มีอายุการใช้งาน 3 ปี และมีเลขไมล์วิ่งอยู่ที่ 20,000 ถึง 30,000 กิโลเมตร โดยทั่วไปยังถูกตั้งราคาขายไว้สูงถึง 158,000 หยวน ไปจนถึง 178,000 หยวน (ประมาณ 750,000 – 900,000 บาท)
ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์มือสองสภาพป้ายแดงบางคันที่ยังไม่มีไมล์วิ่งเลย กลับมีราคาตั้งขายพุ่งสูงถึง 198,000 หยวน (ประมาณ 940,000 – 1,000,000 บาท) เลยทีเดียว
ที่มา carnewschina
