ใน ,

รีวิวขับ New AVATR 11 2026 Minor Change ช่วงล่างแม่เหล็กไฟฟ้าใหม่ดีขึ้นเยอะ

ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงเดือดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับยานยนต์พรีเมียมเอสยูวีที่สร้างเสียงฮือฮาได้อย่างมากอย่าง New AVATR 11 รุ่น Minor Change ปี 2026 ซึ่งการกลับมาในรอบนี้ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ดีไซน์ล้ำสมัยอันเป็นเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับการอัปเกรดครั้งใหญ่ในส่วนของงานวิศวกรรม

The New Avatr 11 รุ่น Minor Change ปี 2026

โดยเฉพาะระบบช่วงล่างอัจฉริยะแบบใหม่ และตัวเลือกรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) ที่หลายคนรอคอย ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่ให้เนียนกริบและสนุกสนานยิ่งกว่าเดิม
บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกทุกรายละเอียดของ New AVATR 11 รุ่นใหม่นี้ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างและสมรรถนะการขับขี่จริงจะเป็นอย่างไร

การออกแบบภายนอก

  • รูปลักษณ์คล้ายคลึงเดิม ไฟหน้าเป็นรูปทรง F-Shape และไฟหลักเป็น LED
  • ไฟหน้ามีระบบไฟ Daytime Running Light ที่มีจำนวนมากกว่า 100 ดวง
  • บริเวณกระจังหน้ามีช่อง Air Curtain ช่วยในเรื่องการระบายอากาศ
  • มีการติดตั้งเรดาร์เพื่อรองรับการใช้งานระบบช่วยขับขี่
  • มีกล้องรอบคัน
  • ประตูทั้ง 4 บาน เป็นระบบไฟฟ้า และรองรับระบบ Soft Close (ระบบผ่อนแรงกระแทกขณะปิด)
  • มีระบบป้องกันการเปิดประตูชน
  • กระจกด้านหลังมาพร้อม Privacy Glass
  • สปอยเลอร์ด้านหลังสามารถปรับขึ้น-ลงได้ด้วยระบบไฟฟ้า
  • มีกุญแจแบบ Physical มาให้ 1 อัน และรองรับการใช้งาน Digital Key ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

ระบบช่วงล่างและล้อ

  • ล้อขนาด 22 นิ้ว ลายใหม่ เรียกว่า ลาย Spiral (ลักษณะคล้ายรูปทรง 6 เหลี่ยม)
  • ยางที่ให้มาเป็นยางของ Continental รุ่น PremiumContact 6 ขนาด 265/40 R22 V XL
  • คาลิเปอร์เบรก (Caliper Brake) เป็นสีเหลือง
  • จานเบรกเป็นของ Brembo
  • เบรกมาพร้อม 4 พอร์ต (4 Pots) รองรับการเบรกจากความเร็ว 100 กม./ชม. จนถึงจุดหยุดนิ่ง (0 กม./ชม.) ได้ต่ำกว่า 35 เมตร
  • ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ Double Wishbone (ปีกนกคู่) และด้านหลังเป็นแบบ Multi-Link
  • โช้คอัพเปลี่ยนมาใช้แบบสปริงไฟฟ้า MR Suspension (Magnetic Ride Suspension) หรือระบบช่วงล่างแบบแม่เหล็กไฟฟ้า
  • ระบบ MR Suspension ทำงานร่วมกับคอยล์สปริง โดยคอมพิวเตอร์จะคำนวณและปรับการตอบสนองของโช้คอัพผ่านกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 1,000 ครั้ง ต่อ 1 วินาที ช่วยปรับความนุ่มนวลหรือความตึงของช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพถนนและการเข้าโค้ง
  • ช่วงล่างสามารถปรับเปลี่ยนตามโหมดการขับขี่ได้ เช่น Comfort, Sport หรือเลือกปรับเองในโหมด Customize

ขุมพลังและแบตเตอรี่

  • แบตเตอรี่: เป็นแบตเตอรี่ NMC จาก CATL ขนาด 116.79 kWh เหมือนกันทุกรุ่นย่อย
  • ระยะทางการวิ่ง (มาตรฐาน NEDC): • รุ่น Ultra (RWD): วิ่งได้ไกลสุด 680 กิโลเมตร • รุ่น Ultra (AWD) & Royal Edition: วิ่งได้ไกลสุด 630 กิโลเมตร
  • สถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้า: 800 โวลต์ (800V)
  • การชาร์จ:
    • รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 240 kW
    • รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 11 kW
    • รองรับระบบ V2L จ่ายไฟออกภายนอกสูงสุด 3.3 kW
    • ความเร็วในการชาร์จจาก 30% – 80% ใช้เวลา 25 นาที

พละกำลังและสมรรถนะ

  • รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD): กำลังสูงสุด 230 kW (313 แรงม้า), แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร, อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.9 วินาที
  • รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD): กำลังสูงสุด 395 kW (537 แรงม้า), แรงบิดสูงสุด 641 นิวตันเมตร, อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. อยู่ที่ 4.8 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด (Top Speed): ล็อกไว้ที่ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทุกรุ่นย่อย
  • น้ำหนักตัวรถ:
    • รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD): น้ำหนัก 2,260 กิโลกรัม
    • รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD): น้ำหนัก 2,420 กิโลกรัม

มิติตัวรถ

  • ความยาว: 4,880 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง: 1,970 มิลลิเมตร
  • ความสูง: 1,601 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ: 2,975 มิลลิเมตร

การออกแบบภายในและสิ่งอำนวยความสะดวก

  • จำนวนที่นั่ง: รุ่น Ultra และ Ultra AWD เป็นแบบ 5 ที่นั่ง ส่วนรุ่น Royal Edition เป็นแบบ 4 ที่นั่ง
  • เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ Zero Gravity Seat
  • เบาะนั่งทุกตำแหน่ง (ทั้ง 4 หรือ 5 ที่นั่ง) รองรับระบบ เบาะอุ่น, เบาะเย็น (เบาะลม) และ ระบบเบาะนวด
  • ชุดเครื่องเสียงและลำโพงจาก Meridian รองรับระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 7.1.4 แชนแนล และสามารถเลือกปรับโหมด Effect เสียงได้ (เช่น โรงภาพยนตร์, มีพลัง, ล้อมรอบ หรือดั้งเดิม)
  • หน้าจอภายในรถประกอบด้วยหน้าจอหลักตรงกลาง และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า
  • สีภายในมีให้เลือกทั้งแบบทูโทน และสีดำล้วนสำหรับรุ่นเริ่มต้น
  • หลังคาแก้วมาพร้อมคุณสมบัติกรองแสงในตัว

ระบบอินโฟเทนเมนต์ (Infotainment)

  • ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่มาพร้อม ศูนย์รวมความบันเทิง
  • รองรับแอปพลิเคชันความบันเทิง เช่น YouTube, Prime Video, Apple Music, TuneIn Radio, Spotify และ JOOX Music แบบ Built-in
  • หน้าจอฝั่งผู้โดยสารสามารถเปิดใช้งานแยกอิสระเพื่อความบันเทิงส่วนตัวได้

ระบบช่วยขับขี่และความปลอดภัย

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัจฉริยะ IACC (Intelligent Cruise Control) ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน
  • ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ Auto Lane Change โดยเมื่อเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายหรือขวา ระบบจะใช้กล้องรอบคันและเรดาร์ตรวจสอบความปลอดภัยรอบตัวรถ ก่อนจะเปลี่ยนเลนให้โดยอัตโนมัติ
  • ระบบช่วยขับขี่มีการคำนวณและควบคุมความเร็วขณะเข้าโค้งอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการหลุดโค้ง
  • กล้องบันทึกภาพรอบคันขณะขับขี่
  • ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ Auto Parking Gaming รองรับการจอดทั้งแบบซอง แบบขนาน หรือแบบเฉียง

New AVATR 11 (2026) Minor Change ถือเป็นการปรับปรุงที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการแก้จุดบกพร่องเรื่องช่วงล่างในรุ่นก่อนหน้าให้มีความกระชับ เฟิร์ม และนุ่มนวลอย่างลงตัวด้วยระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ประกอบกับการเพิ่มทางเลือกรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) ที่ทรงพลังและให้การเกาะถนนที่ดีเยี่ยม
ด้วยราคาจำหน่ายที่เปิดมา เท่าเดิม กับรุ่นก่อนหน้า คือ 2,299,000 บาท ในรุ่น Ultra (RWD) และ 2,499,000 บาท ในรุ่น Ultra AWD (เนื่องจากมีการตัดรุ่นความจุแบตเตอรี่เล็กออกไป แล้วให้แบตเตอรี่ใหญ่สุดเท่ากันทุกรุ่น) ทำให้รถคันนี้เป็นหนึ่งในเอสยูวีไฟฟ้าลักชัวรีที่คุ้มค่า น่าจับตามอง และตอบโจทย์คนที่ชอบความหรูหราผสานเทคโนโลยีการขับขี่ที่สนุกสนานได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ

สามารถรับชมคลิปรีวิวเต็ม ๆ ได้ที่ด้านบนของบทความนี้เลยนะครับ

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Attapon Thaphaengphan

ต้อม - Attapon ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร iPhoneMod.net เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีอันดับ 1 ของไทย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 และ iMoD Drive สื่อรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร คลุกคลีในวงการเทคโนโลยีมากว่า 15 ปี มีความหลงใหลใน Apple, Gadget และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีควรเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน