BYD เปิดตัว Seagull เจเนอเรชันที่ 2 อย่างเป็นทางการในประเทศจีน อัปเกรดตัวถังใหญ่ขึ้นเป็นแบบ 5 ที่นั่ง พร้อมแบตเตอรี่ Blade Battery รุ่นที่สอง รองรับเทคโนโลยี Flash-Charging วิ่งไกลสูงสุด 420 กม. (CLTC) ในราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.3 แสนบาท
BYD เปิดตัว Seagull เจเนอเรชันใหม่ แฮทช์แบ็กไฟฟ้า ชาร์จไว Flash-Charging วิ่งไกล 420 กม. เริ่มต้นราว 3.3 แสนบาท
BYD เดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัว BYD Seagull เจเนอเรชันที่ 2 รถแฮทช์แบ็กไฟฟ้ารุ่นปรับโฉมใหม่หมดจด ซึ่งในบางตลาดต่างประเทศจะรู้จักกันในชื่อ Dolphin, Surf, Dolphin Mini หรือ Atto 1 โดยในเจเนอเรชันใหม่นี้ได้รับการพัฒนาเพื่อแก้เกมยอดขายในจีน หลังทำยอดส่งมอบทั่วโลกช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 ไปได้ 266,000 คัน ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Geely EX2 (Xingyuan)


สำหรับราคาจำหน่ายของ BYD Seagull รุ่นใหม่นี้มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย โดยมีราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ (ราว 3.4 แสนบาท) ถูกลงกว่ารุ่นปี 2025 เดิมที่มีราคาเริ่มต้น 69,900 หยวน (ราว 3.6 แสนบาท) หรือ 10,500 ดอลลาร์ อยู่ถึง 700 ดอลลาร์ (ราว 23,800 บาท)
- รุ่น Vitality Edition: 9,800 ดอลลาร์ (ราว 3.3 แสนบาท)
- รุ่น Freedom Edition: 10,900 ดอลลาร์ (ราว 3.7 แสนบาท)
- รุ่น Ease Edition: 11,300 ดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนบาท)
- รุ่น Flight Edition: 12,400 ดอลลาร์ (ราว 4.2 แสนบาท)
- รุ่น Smart Edition: 14,900 ดอลลาร์ (ราว 5.0 แสนบาท)

ราคาจำหน่ายแต่ละรุ่นย่อยของ BYD Seagull เจเนอเรชันใหม่บนเวทีเปิดตัว
ดีไซน์และมิติตัวถัง
ภายนอกยังคงเอกลักษณ์การออกแบบภายใต้ภาษาดีไซน์ Marine Aesthetics เน้นเส้นสายสปอร์ตพร้อมไฟหรี่ดีไซน์แบบ Trident มีเฉดสีตัวถังให้เลือก 6 สี ได้แก่ Lime Green, Berry Pink, Cream White, Mango Orange, Ice Coconut Blue และ Sesame Grey ทั้งนี้ตัวรถได้รับการขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีความยาวเพิ่มขึ้น 425 มม. และระยะฐานล้อยาวขึ้น 150 มม. จนใกล้เคียงกับรุ่นพี่อย่าง BYD Dolphin
- ความยาว: 4,205 มม.
- ความกว้าง: 1,810 มม.
- ความสูง: 1,570 มม.
- ระยะฐานล้อ: 2,650 มม.

ด้านหน้าตรงของ BYD Seagull เผยให้เห็นเส้นสายสปอร์ตและไฟหรี่แบบ Trident

ไฟหน้าพร้อมไฟหรี่ดีไซน์ Trident บนตัวถังสี Cream White ของ BYD Seagull

ช่องเก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหน้า (Frunk) ของ BYD Seagull

ดีไซน์กันชนท้ายและไฟท้ายของ BYD Seagull รุ่นใหม่

ล้ออัลลอยสีดำดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้วของ BYD Seagull

เส้นสายตัวถังด้านข้างของ BYD Seagull รุ่นใหม่

มิติตัวถังด้านข้างของ BYD Seagull เจเนอเรชันใหม่ที่มีระยะฐานล้อ 2,650 มม.

มุมมองด้านท้ายตรงของ BYD Seagull พร้อมแถบไฟท้ายพาดยาว

มุมมองด้านท้ายและไฟท้ายพาดยาวของ BYD Seagull เจเนอเรชันใหม่
ห้องโดยสารและเทคโนโลยี
ห้องโดยสารเปลี่ยนมาใช้ผังเบาะรองรับผู้โดยสารได้ 5 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าที่นั่งได้เพียง 4 ที่นั่ง การตกแต่งภายในเน้นแนวราบพร้อมวัสดุประณีตขึ้น มี 3 โทนสี ได้แก่ Shell White, Clear Sky Pink และ Polar Star Grey ขับเคลื่อนด้วยระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ DiLink 150 ทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว ผสานระบบ DeepSeek AI เต็มรูปแบบ

แผงแดชบอร์ดและพวงมาลัยภายในห้องโดยสารของ BYD Seagull ตกแต่งโทนสีสว่าง

ผังเบาะนั่งแถวหลังรองรับผู้โดยสารภายในห้องโดยสารของ BYD Seagull
ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกประกอบด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมระบบอุ่นและระบายอากาศ 3 ระดับสำหรับเบาะคู่หน้า รวมถึงฟังก์ชันนวดหลายโหมดสำหรับเบาะคนขับ นอกจากนี้ยังมีแท่นชาร์จสมาร์ตโฟนไร้สาย 50W ไฟ Ambient Lighting 127 สี ระบบเครื่องเสียง 8 ลำโพง ด้านพื้นที่บรรทุกสัมภาระมีที่เก็บของด้านหน้า (Frunk) ขนาด 94 ลิตร และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขยายได้สูงสุดถึง 1,380 ลิตร

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังสีสว่างพร้อมโลโก้ BYD

เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าและคอนโซลกลางของ BYD Seagull เจเนอเรชันใหม่

คอนโซลกลางแบบลอยตัวพร้อมช่องวางของและช่องเชื่อมต่อด้านล่าง
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS)
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ DiPilot 300 หรือ God’s Eye ที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์ LiDAR รองรับระบบนำทางขับขี่อัตโนมัติในเมือง (City Navigation on Autopilot – CNOA) ระบบนำทางขับขี่อัตโนมัติบนทางหลวง (High-speed Navigation on Autopilot – HNOA) ระบบตรวจจับสัญญาณไฟจราจรพร้อมเลขนับถอยหลัง และระบบหลบหลีกสิ่งกีดขวางทุกสถานการณ์ เสริมความปลอดภัยด้วยโครงสร้างตัวถังแบบกรง 10 แนวนอน 4 แนวตั้ง ถุงลมนิรภัยสูงสุด 6 ตำแหน่ง และระบบรักษาเสถียรภาพขณะยางระเบิด

ส่วนหน้ารถพร้อมเซนเซอร์บนหลังคาสำหรับระบบ DiPilot 300 ของ BYD Seagull

หน้าจอควบคุมระบบสัมผัสส่วนกลางแสดงข้อมูลตัวรถและการตั้งค่าระบบช่วยเหลือการขับขี่
สมรรถนะและระยะทางวิ่ง
ขุมพลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีให้เลือก 2 ระดับความแรง ได้แก่ 85 kW (114 แรงม้า) และ 95 kW (127 แรงม้า) ทั้งคู่ให้แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ Blade Battery รุ่นที่สอง มี 2 ขนาดความจุ ได้แก่ 30.1 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 320 กม. (CLTC) หรือประมาณ 259 กม. (WLTP) และขนาด 39.2 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 420 กม. (CLTC) หรือประมาณ 340 กม. (WLTP) โดยมีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานอยู่ที่ 9.0 kWh/100 กม. ช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบอิสระ Multi-link พร้อมรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.95 เมตร
โดยในรุ่นย่อย 3 รุ่นบนที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 39.2 kWh จะมาพร้อมเทคโนโลยี Flash-Charging ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 70% ได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที ทั้งนี้ BYD หวังว่าการปรับสเปกและราคาครั้งนี้จะช่วยทวงคืนบัลลังก์ยอดขายจาก Geely EX2 (Xingyuan) โดยปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลการทำตลาดในไทย

ที่มา: CarNewsChina
