ใน

BYD เตรียมจัดงานใหญ่ 28 พฤษภาคมนี้! ลุ้นเปิดตัวระบบขับขี่อัจฉริยะ ADAS เวอร์ชันอัปเกรด

BYD ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) จากประเทศจีน ได้ประกาศว่าจะจัดงานแถลงกลยุทธ์เทคโนโลยีอัจฉริยะขึ้นในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ โดยคาดว่าบริษัทจะเปิดตัวความก้าวหน้าครั้งใหม่ในด้านระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS (Advanced Driver Assistance System)

BYD เตรียมจัดงานใหญ่ 28 พฤษภาคมนี้! ลุ้นเปิดตัวระบบขับขี่อัจฉริยะ ADAS เวอร์ชันอัปเกรด

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งของบริษัท หลังจากที่เพิ่งเปิดตัวแบตเตอรี่ Blade รุ่นที่สอง (Second-generation Blade Battery) และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Flash Charging ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดย BYD ได้เพิ่มการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และได้รุกตลาดด้วยการเปิดตัวรถยนต์เวอร์ชันขับขี่อัจฉริยะพร้อมกันทีเดียวมากกว่า 20 รุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รถยนต์เกือบทุกรุ่นของ BYD ก็ได้รับการติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว BYD เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีรถยนต์ของแบรนด์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนและติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ไปแล้วมากกว่า 2.99 ล้านคัน ซึ่งระบบ “God’s Eye” สามารถเก็บข้อมูลการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพได้มากกว่า 190 ล้านกิโลเมตรในแต่ละวัน

ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการจำลองสถานการณ์บนคลาวด์และการเรียนรู้ของระบบ (Reinforcement Learning) ช่วยให้การพัฒนาอัลกอริทึมมีประสิทธิภาพสูงจนสามารถอัปเดตเวอร์ชันใหม่ได้ในทุกๆ 3 วัน

ในส่วนของฮาร์ดแวร์ ระบบ God’s Eye ของ BYD ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ A, B และ C โดยระดับสูงสุดคือ God’s Eye A ปัจจุบันจะถูกนำมาใช้เฉพาะในรถยนต์แบรนด์หรูระดับอัลตราลักชัวรีอย่าง Yangwang เท่านั้น ส่วนระดับ God’s Eye B และ God’s Eye C จะครอบคลุมรถยนต์ในกลุ่ม Dynasty และ Ocean ของ BYD รวมถึงแบรนด์ในเครืออย่าง Denza และ Fang Cheng Bao

ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา BYD ก็เพิ่งปล่อยระบบ God’s Eye 5.0 ออกมาในฐานะซอฟต์แวร์เรือธงสำหรับระบบช่วยเหลือการขับขี่

Yang Dongsheng รองประธานอาวุโสของ BYD และหัวหน้าสถาบันวิจัยเทคโนโลยีใหม่ยานยนต์ กล่าวในงานอีเวนต์ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า คุณค่าที่แท้จริงของการขับขี่อัจฉริยะคือการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งจากการติดตั้งระบบนี้ในรถยนต์เกือบ 3 ล้านคัน มากกว่า 60 รุ่น ช่วยพิสูจน์แล้วว่าระบบนี้สามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุและช่วยลดความกังวลให้กับคนขับมือใหม่ได้เป็นอย่างดี

เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ระบบนี้ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อระยะทาง 10 ล้านกิโลเมตร ให้เหลือเพียง 1 ใน 6 เมื่อเทียบกับการขับขี่โดยมนุษย์ และช่วยลดการเฉี่ยวชนขณะจอดรถลงเหลือเพียง 1 ใน 50

นอกจากนี้ บริษัทยังพึ่งพาสถาปัตยกรรม “Xuanji Architecture” ที่พัฒนาขึ้นเองภายใน เพื่อเชื่อมต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรถเข้ากับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมรถได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมั่นคงภายในเวลาเพียง 200 มิลลิวินาที แม้ในสถานการณ์วิกฤต เช่น ยางระเบิดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ที่มา cnevpost

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.