Li Auto ที่หลายคนรู้จักจากรถ EREV กำลังเตรียมเข้าไทยด้วย Li MEGA ในปลายปี 2026 และมีแผนให้ Li i6 ตามมา คลิปนี้ผมพาไปสำนักงานใหญ่ R&D ที่ปักกิ่ง ทดลองขับรถไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่น พร้อมสัมผัส Li L9 Livis เรือธง EREV ที่เด่นเรื่องช่วงล่างไฮดรอลิกและความบันเทิง 5D โดยราคาจำหน่ายไทยยังไม่เปิดเผย
Li Auto มาไทยแน่! บุกสำนักงานใหญ่ ลอง Li MEGA, Li i6 และ Li L9 Livis ช่วงล่างสุดเทพ
ถ้าพูดถึงรถครอบครัว หลายคนคงนึกถึงพื้นที่กว้าง เบาะนั่งสบาย และความสะดวกเวลาเดินทางพร้อมกันหลายคน แต่สิ่งที่ Li Auto พยายามทำมีมากกว่านั้น ตั้งแต่การปรับความแน่นของเบาะตามโหมดขับขี่ ไปจนถึงช่วงล่างที่ขยับตัวรถให้สัมพันธ์กับภาพและเสียงได้
เกือบ 3 ปีก่อน ผมเคยลอง Li L7 และ Li L9 ที่เชียงใหม่ ครั้งนั้นทำให้ได้รู้จักรถ EREV และแบรนด์นี้มากขึ้น ส่วนครั้งนี้เราเดินทางมาถึง Campus C ศูนย์ R&D ของ Li Auto ที่ปักกิ่งเป็นครั้งแรก พร้อมข่าวสำคัญว่า Li MEGA จะเข้ามาทำตลาดไทยในปลายปี 2026 และมีแผนให้ i6 ตามมาเป็นรุ่นถัดไปครับ
รู้จัก Li Auto และแนวคิดรถที่เป็นเหมือนบ้าน
Li Auto ก่อตั้งในปี 2015 และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่ทำให้รถ EREV หรือ Range-Extended ได้รับความนิยม แนวคิดคือใช้การขับเคลื่อนแบบรถไฟฟ้า แต่มีเครื่องยนต์ช่วยผลิตพลังงานสำหรับการเดินทางไกล โดยตระกูล L Series มีทั้ง L6, L7, L8 และ L9 ซึ่ง L6 เป็นทางเลือกที่มีขนาดเล็กลงและเข้าถึงง่ายขึ้น
จุดร่วมของรถแบรนด์นี้คือการออกแบบเพื่อครอบครัว เน้นรถขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มากกว่ารถเล็กหรือซีดาน ส่วน Li MEGA ซึ่งเปิดตัวในปี 2024 เป็นรถไฟฟ้าล้วนรุ่นแรก ก่อนขยายไปสู่ตระกูล i อย่าง i6 และ i8
ชื่อ MEGA Home ที่เราเห็นในสถานที่จัดแสดงก็สะท้อนแนวคิดนี้ คืออยากให้รถเป็นบ้านเคลื่อนที่ที่มีความอบอุ่น ไม่ใช่เพียงพาหนะสำหรับเดินทาง ขณะเดียวกัน Li Auto กำลังเตรียมขยายตลาดทั้ง Southeast Asia, Middle East และยุโรป

Li MEGA: ดีไซน์ภายนอกที่ไม่เหมือน MPV ทั่วไป
เมื่อเทียบกับ MPV ที่คุ้นตาอย่าง Alphard, Vellfire หรือ DENZA D9 แล้ว MEGA มีบุคลิกต่างออกไปชัดเจน รูปทรงหยดน้ำและแนวหลังคาทำให้ผมนึกถึงรถไฟหัวกระสุน มากกว่ารถตู้ทรงเหลี่ยมที่พบเห็นทั่วไป
ดีไซเนอร์ที่ดูแลงานนี้เป็นชาวอิตาลี เคยทำงานกับแบรนด์ยุโรปก่อนมารับตำแหน่ง Director of Design ของ Li Auto
MEGA มีความยาวประมาณ 5.3 เมตร และรัศมีวงเลี้ยวประมาณ 6.3 เมตร ตามข้อมูลที่ผมกล่าวถึงระหว่างคลิป แม้ไม่มีระบบเลี้ยวล้อหลังเพราะว่าเป็นรุ่นก่อนที่จะปรับปรุง แต่รุ่นที่จะเข้าจำหน่ายในไทยจะมาพร้อมระบบเลี้ยวล้อหลังแล้ว


Li MEGA: ห้องโดยสารและความสะดวก
พื้นที่ใช้สอยเป็นอีกเรื่องที่ MEGA ให้ความสำคัญ การจัดวางช่วงล่างด้านหลังแบบ H-arm ช่วยให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่รถครอบครัวต้องใช้จริงเวลาเดินทางพร้อมกระเป๋าหลายใบ
ส่วนตัวผมชอบตรงที่การเลือกโหมดไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะช่วงล่าง แต่เปลี่ยนความแน่นของเบาะและส่วนรองหลังด้วย เมื่อปรับเป็น Sport เบาะจะกระชับขึ้น พอกลับมา Comfort จะได้ยินเสียงปล่อยลมและรู้สึกว่าเบาะนุ่มลง เป็นรายละเอียดที่สัมผัสได้จากที่นั่งโดยตรงครับ
ตัวรถมีเบาะนวดด้วย และเมื่อประกอบกับช่วงล่างถุงลม แนวทางของ MEGA จึงชัดเจนว่าเน้นความสบายของทุกคนในรถ ไม่ใช่เฉพาะผู้ขับ
Li MEGA: เทคโนโลยีและระบบช่วยขับ
MEGA มีระบบ AD Max พร้อมฟังก์ชัน LCC, NOA และ Auto Parking รวมถึงการควบคุมให้รถเข้าจอดผ่านแอป อย่างไรก็ตาม เวลาที่มีในครั้งนี้ค่อนข้างจำกัด ผมจึงยังไม่ได้ทดลองระบบช่วยขับของ MEGA และไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงได้
สำหรับภาพรวมตลาด ผมมองว่า Li Auto อยู่ในกลุ่มรถพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเช่นเดียวกับ XPENG และ NIO แต่จุดที่ Li Auto เน้นเป็นพิเศษคือความสบายและการใช้งานของครอบครัว ส่วน MEGA น่าจะเป็นทางเลือกให้คนที่กำลังมอง MPV ระดับเดียวกับ XPENG X9, DENZA D9, ZEEKR 009 รวมถึง 009 Grand, Alphard และ Lexus LM
Li MEGA: การขับขี่ ช่วงล่าง และการชาร์จ
ระบบช่วงล่างใช้ถุงลมร่วมกับ CDC หรือ Continuous Damping Control และ Magic Carpet ด้านหน้าเป็น Double Wishbone ส่วนด้านหลังเป็น H-arm แบบ Multi-link จากที่ได้สัมผัส การขับขี่เน้นความนุ่มนวลและควบคุมอาการโคลงได้ดี แต่ครั้งนี้ยังไม่ใช่การทดสอบระยะยาวบนถนนหลากหลายรูปแบบ
ด้านระบบไฟฟ้า MEGA ใช้สถาปัตยกรรม 800 โวลต์ ขับเคลื่อน All-Wheel Drive และแบตเตอรี่ CATL Qilin รองรับการชาร์จ 5C ผู้ผลิตระบุกำลังชาร์จ 520 กิโลวัตต์ในข้อมูลช่วงต้นคลิป ส่วนช่วงอธิบายผมกล่าวถึงกำลังในระดับ 500 กิโลวัตต์
ข้อมูลที่ได้รับบอกว่าสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ในเวลาประมาณ 10 นาที แต่เราไม่ได้ทดลองเสียบชาร์จจริง และคลิปนี้ไม่ได้ระบุความจุแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่ง หรืออัตราสิ้นเปลืองจริงของ MEGA จึงยังต้องรอทดสอบเพิ่มเติม
Li i6: ห้องโดยสารกว้างกว่าที่คิด
รถคันต่อมาคือ Li i6 ซึ่งใหม่กว่า MEGA และมีแนวโน้มเป็นรุ่นที่ 2 สำหรับตลาดไทยตามข้อมูลที่ได้รับ แม้อยู่ในระดับขนาดและราคาที่ลดลง แต่พอได้ลองจริงกลับไม่ได้รู้สึกว่าเป็นรถเล็กอย่างที่คิดไว้ตอนแรก
i6 เป็นรถ 5 ที่นั่ง 2 แถว ห้องโดยสารกว้าง มีหน้าจอและพวงมาลัยในแนวทางคล้าย MEGA รวมถึงม่านบังแดดด้านหน้าและด้านหลัง สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือยังมีทั้งจอผู้โดยสารด้านหลังและตู้เย็นมาให้ด้วย
เบาะมีระบบร้อน ระบบเย็น และนวด ระหว่างขับผมลองเปิดเบาะเย็นและปรับช่วงล่างเพื่อดูความต่าง ส่วนหมอนรองศีรษะที่ติดอยู่ในรถทดลองให้สัมผัสนุ่มสบาย แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะรวมมากับรถจำหน่ายจริงหรือไม่
จุดนี้ผมว่า i6 มีบุคลิกต่างจาก MEGA อยู่พอสมควร เบาะมีปีกช่วยโอบลำตัวจึงให้ความกระชับกว่า ขณะที่เบาะ MEGA เปิดกว่าและให้ความรู้สึกผ่อนคลายกว่า แม้รูปลักษณ์โดยรวมของ i6 จะไม่ได้เน้นความสปอร์ตชัดเจนก็ตาม
เรื่องราคา ระหว่างคลิปผมกล่าวแบบประมาณการว่าอาจเริ่มที่ 300,000 กว่าหยวน หรือราว 1.5 ล้านบาทขึ้นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในบทความ ตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคายืนยัน และไม่ใช่ราคาจำหน่ายในไทย

Li i6: หน้าจอ ฟีเจอร์ และแผนรองรับภาษาไทย
เมนูของ i6 อ่านง่ายและมีแนวทางที่คนคุ้นกับ Tesla หรือ XPENG น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก สามารถดูภาพตัวรถและเข้าถึงคำสั่งลัดได้ พร้อม Pet Mode, Nap Mode, Sentry Mode, Camp Mode และ Voice Command
ข้อมูลที่ได้รับระหว่างการเยือนระบุว่า เมื่อทำตลาดไทยจะมีภาษาไทยและแอปอย่าง Spotify ให้ใช้งาน ส่วนรถจีนที่เราทดลองยังเป็นแอปสำหรับตลาดจีน จึงยังไม่ใช่หน้าตาซอฟต์แวร์ไทยที่พร้อมจำหน่าย
อีกเรื่องที่มีการนำเสนอคือ Apple CarPlay ซึ่งอธิบายว่าจะเชื่อมโยงกับ UI ของรถด้วย แต่ยังไม่ได้ลองใช้งานจริง ขณะที่ Android Auto ไม่ได้เห็นการนำเสนอ จึงยังยืนยันไม่ได้ว่าจะรองรับหรือไม่
Li i6: ลองช่วงล่างและ NOA บนถนนจริง
i6 ใช้ Magic Carpet Air Suspension ปรับช่วงล่างได้ทั้ง Comfort, Normal และ Sport ส่วนโหมดขับขี่มี Eco, Comfort, Normal และ Sport ผมเริ่มจาก Comfort ก่อนลองปรับให้แน่นขึ้น ความรู้สึกโดยรวมยังเน้นการนั่งสบาย แม้เป็นรถที่วางตำแหน่งต่ำกว่า MEGA
ครั้งนี้ได้ลอง AD Max และ NOA บนถนนจริงในจีน ระบบควบคุมพวงมาลัยและติดตามเส้นทาง โดยมีจังหวะที่มอเตอร์ไซค์เข้ามาใกล้และมีรถกำลังเลี้ยว ซึ่งรถจัดการสถานการณ์ต่อได้โดยผมไม่ได้ควบคุมพวงมาลัยในช่วงนั้น
เมื่อถึงจุดเลี้ยวขวา ระบบเปิดไฟเลี้ยวและต่อแถวตามรถคันหน้า พร้อมแสดงข้อมูลทั้งหน้าจอและ Head-up Display จังหวะชะลอรถก็ค่อนข้างนุ่ม ไม่ได้เข้าไปประชิดแล้วเบรกกะทันหัน ก่อนค่อย ๆ ออกตัวต่อ
ผมมองว่าจุดที่น่าสนใจคือความต่อเนื่องระหว่างการมองสถานการณ์ การเบรก และการออกตัว ซึ่งทำให้การนั่งในช่วงที่ทดลองเป็นธรรมชาติพอสมควร แต่ระบบยังแจ้งเตือนให้ผู้ขับช่วยสังเกต และตอนจบผมเหยียบเบรกเพื่อยกเลิกการทำงาน จึงไม่ควรตีความว่าเป็นรถที่ปล่อยให้ขับเองโดยไม่ต้องดูแลได้ครับ
ส่วนการนำระบบช่วยขับออกนอกจีน ข้อมูลที่ได้รับคือจะเริ่มจาก Middle East ก่อนแล้วจึงขยายต่อไป การใช้งานในไทยยังต้องรอความชัดเจน ไม่ควรนำความสามารถที่เห็นบนถนนจีนไปถือว่าจะใช้ได้เหมือนกันทันทีในบ้านเรา ทั้งนี้ คลิปไม่ได้ทดสอบอัตราสิ้นเปลือง ระยะทางต่อชาร์จ หรือเวลาชาร์จจริงของ i6
Li L9 Livis: เรือธง EREV ที่ได้ลองเป็นเซอร์ไพรส์
เดิมทีคิดว่าจะได้ขับเพียง MEGA และ i6 แต่ครั้งนี้มีโอกาสลอง Li L9 Livis ด้วย เป็น All-new Full-size SUV เรือธงที่เพิ่งเปิดตัวใน Beijing Auto Show 2026 ส่วนชื่อ Livis ได้รับคำอธิบายว่าเชื่อมโยงกับ JARVIS และแนวคิด AI ภายในรถ
ความต่างสำคัญคือ L9 เป็น EREV ขณะที่รถ 2 คันแรกเป็นไฟฟ้าล้วน ตระกูล L จึงยังรักษาแนวทางที่ใช้ไฟฟ้าสำหรับชีวิตประจำวัน และใช้เครื่องยนต์ช่วยผลิตพลังงานเมื่อเดินทางไกล

Li L9 Livis: ห้องโดยสารและความสะดวกที่เปลี่ยนจากรุ่นเดิม
เมื่อขึ้นมานั่งจะเห็นว่าห้องโดยสารต่างจาก MEGA และ i6 ทั้งพวงมาลัย งานตกแต่ง และวัสดุ ประตูเป็นไฟฟ้าพร้อม Soft-close ทั้ง 4 บาน ส่วนจอเล็กในตำแหน่งที่เคยเห็นในอีก 2 รุ่นไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน แต่ยังมี Head-up Display
เมื่อเทียบกับ L9 รุ่นเดิมที่ผมเคยสัมผัส รุ่น All-new ให้ความรู้สึกพรีเมียมขึ้นจากการตัดเย็บ วัสดุบริเวณเสา หลังคา และเบาะ มีงานตกแต่ง Diamond Cut วัสดุ Soft Touch ลายไม้ Ambient Light และที่รองน่อง ทำให้รายละเอียดรอบตัวน่าใช้งานขึ้น
ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลังมีหน้าจอสำหรับความบันเทิงเช่นเดียวกับ MEGA และ i6 แต่ L9 ใช้ UI และ OS ใหม่ ซึ่งจากการแตะสลับเมนูในรถทดลอง การตอบสนองลื่นไหลและรวดเร็วมาก
Li L9 Livis: ช่วงล่างไฮดรอลิกและระบบเลี้ยวล้อหลัง
สิ่งที่อยากลองที่สุดคือ Magic Carpet รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบไฮดรอลิก พร้อมระบบเลี้ยวล้อหลัง ต่างจาก MEGA ที่ไม่มีฟังก์ชันเลี้ยวล้อหลัง ข้อมูลการสาธิตยังกล่าวถึงการยกล้อขึ้นได้ รวมถึงการให้รถเต้นเพื่อแสดงความเร็วในการตอบสนองของช่วงล่าง
โหมดขับขี่มี Comfort, Standard, Sport, Eco, Sport Plus และ Custom รวมถึง Rain และ Snow พร้อม Intelligent All-Wheel Drive ส่วนรถที่ทดลองตั้งการใช้พลังงานให้ EV เป็นลำดับแรก
ต้องบอกเงื่อนไขก่อนว่าถนนรอบที่เราขับค่อนข้างเรียบ ไม่ได้มีแอ่งใหญ่ให้ลอง ผมจึงลองขับทับเส้นและฝาท่อ ซึ่งผ่านไปได้สบาย แต่ยังไม่เพียงพอจะสรุปว่ารับมือถนนขรุขระหรือหลุมต่อเนื่องในไทยได้ดีเพียงใด
ภาพการรักษาระดับตัวถังบนพื้นต่างระดับที่กล่าวถึงในคลิปเป็นการสาธิตของแบรนด์ ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ที่ผมทดสอบเอง ส่วนตัวผมสนใจช่วงล่างชุดนี้มาก เพราะการผ่านฝาท่อในรอบสั้นให้ความรู้สึกนุ่มนวล แต่ถ้าจะประเมินให้ครบยังต้องลองทั้งถนนเสีย ทางโค้ง และการนั่งหลายตำแหน่งเพิ่มเติม
Li L9 Livis: แบตเตอรี่ ระยะทาง และการใช้พลังงาน
L9 ใช้ Range Extender Generation ที่ 3 ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการแปลงพลังงานและลด NVH หรือเสียง การสั่นสะเทือน และความกระด้าง แบรนด์เคลมอัตราสิ้นเปลืองประมาณ 6 ลิตรกว่าต่อ 100 กม. แต่ครั้งนี้เราไม่ได้วัดการใช้น้ำมันจริง
ตัวเลขที่ผมกล่าวถึงระหว่างคลิปคือถังน้ำมัน 60 ลิตร แบตเตอรี่ขนาด 70 กว่ากิโลวัตต์-ชั่วโมง และสถาปัตยกรรม 800 โวลต์ มีการพูดถึงการชาร์จเร็ว แต่ไม่ได้ระบุกำลังชาร์จที่แน่นอนหรือทดสอบจับเวลา
- ระยะไฟฟ้าล้วนที่กล่าวในคลิป: ประมาณ 400 กม. (ไม่ระบุมาตรฐาน) ไม่ใช่ผลทดสอบจริง
- ระยะรวมที่ผู้รีวิวกล่าวจากความจำ: ประมาณ 1,400–1,600 กม. (ไม่ระบุมาตรฐาน) ยังไม่ใช่ตัวเลขยืนยัน
- ระยะคงเหลือที่แสดงระหว่างทดลอง: จากแบตเตอรี่ประมาณ 150 กว่ากม. (ไม่ระบุมาตรฐาน) และจากน้ำมันประมาณ 1,000 กม. (ไม่ระบุมาตรฐาน) ไม่ใช่ระยะที่ทีมขับได้จริง
แนวคิดของ EREV เข้าใจได้จากสถานการณ์เดินทางช่วงเทศกาลที่พูดถึงในคลิป ทั้งจีนและไทยต่างมีช่วงที่คนเดินทางกลับต่างจังหวัดจำนวนมาก การมีเครื่องยนต์ช่วยผลิตไฟจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากใช้ไฟฟ้าในเมือง แต่ไม่ต้องการพึ่งการชาร์จเพียงอย่างเดียวเวลาเดินทางไกล ส่วนบริบทจีนยังมีเรื่องอากาศหนาวที่กระทบการใช้งานแบตเตอรี่ด้วย
ตลาด EREV ในไทยเองก็เริ่มมีทางเลือกเพิ่มขึ้น คลิปกล่าวถึง S05, HUNTER ซึ่งผู้รีวิวบอกว่าจะเลิกทำ และรุ่นที่จะตามมาอย่าง iCAR V27 กับ LUXEED V9 รวมถึงชื่ออีกหนึ่งรุ่นที่ซับถอดเป็น Ju 60 EREV ซึ่งยังไม่ชัดเจนพอจะยืนยันชื่อรุ่นจากต้นทางนี้ ทั้งหมดเป็นบริบทที่ทำให้แนวทาง L Series น่าจับตา แต่ไม่ได้หมายความว่า L9 ยืนยันเข้าไทยแล้ว
Li L9 Livis: ชิปที่พัฒนาเองและ MindVLA 2.0
L9 มี AD Ultra และ MindVLA 2.0 โดย Li Auto พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ภายในบริษัทมากขึ้น ไม่ได้พึ่งเฉพาะชิปจากผู้ผลิตภายนอกเหมือนแนวทางก่อนหน้า
ระหว่างคุยกับเจ้าหน้าที่ มีการแยกชิปช่วยขับ MAHE M100 ออกจากชิปห้องโดยสาร Snapdragon 8797 ตามชื่อที่ปรากฏในซับ ช่วงแรกอธิบายระบบช่วยขับแบบชิปเดียว ก่อนระบุเพิ่มเติมว่ารุ่น Livis ใช้ MAHE M100 จำนวน 2 ตัว รวมเรียกว่า M200 และมีแผนใช้ชิปนี้กับ L8 ในอนาคต
ประเด็นนี้ต้องแยกตามรุ่นย่อย ไม่ควรรวมว่ารถทุกคันใช้จำนวนชิปเท่ากัน และชื่อชิปในบทความคงตามต้นทาง ซึ่งอาจต้องตรวจสอบรายละเอียดทางการอีกครั้ง ส่วนสิ่งที่ได้ลองด้วยตัวเองคือการตอบสนองของหน้าจอที่รวดเร็ว แต่ยังไม่ได้ทดสอบช่วยขับบนถนนของ L9 แบบเดียวกับ i6
ลอง Park Anywhere จอดในพื้นที่ไม่มีเส้น
อีกฟีเจอร์ที่ได้ลองจริงคือ Park Anywhere ผ่านเมนู Custom Parking เราสามารถวางกรอบตำแหน่งที่ต้องการจอดบนหน้าจอ เหมาะกับพื้นที่ว่างที่ไม่มีเส้นแบ่งช่องจอด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ระบบค้นหาช่องจอดตามเส้นอาจไม่ตอบโจทย์
ระบบเลือกได้ทั้ง APA สำหรับนั่งอยู่ในรถแล้วให้รถเข้าจอด หรือ RPA สำหรับลงจากรถแล้วสั่งจอดระยะไกล รอบนี้ผมเลือกนั่งอยู่ในรถ ดูระบบวางแผนเดินหน้าและถอยกลับเข้าตำแหน่งที่กำหนดไว้
ระหว่างทำงานมีภาพแสดงแนวทางและแจ้งเตือนสิ่งกีดขวาง ผมเตรียมเท้าไว้ที่เบรกตลอด จากที่ลองรถถอยเข้าตำแหน่งได้แม่น แต่ผู้ขับยังต้องช่วยมองรอบรถ ไม่ใช่เลือกตำแหน่งแล้วละสายตาไปทำอย่างอื่น
ประสบการณ์ 5D ที่ใช้ทั้งช่วงล่าง เบาะ และเสียง
ช่วงท้ายได้ลองความบันเทิง 5D ซึ่งทำให้เห็นว่าช่วงล่างไม่ได้มีไว้รองรับการขับขี่อย่างเดียว ตัวรถมีการยกและโยกประสานกับการขยับเบาะ เสียง แสง และลมจากระบบปรับอากาศ ความรู้สึกคล้ายเก้าอี้ในโรงภาพยนตร์ 4D ที่ขยับตามเหตุการณ์บนจอ
คลิประบุแรงยกของโช้กแต่ละต้น 10,000 นิวตัน โดยเป็นตัวเลขที่ผมแก้จากคำพูดแรกระหว่างอธิบาย ส่วนระบบภาพและเสียงมี Dolby Vision, Dolby Atmos และกำลังเสียง 5,440 วัตต์
ส่วนตัวผมชอบประสบการณ์ช่วงนี้มาก เพราะไม่ได้มีเพียงเสียงรอบทิศทาง แต่จังหวะเคลื่อนไหวและลมยังช่วยให้รู้สึกไปกับฉากบนจอ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่อยากให้ L9 มีโอกาสเข้ามาทำตลาดไทยด้วยครับ

ข้อดี
- MEGA ให้ความสำคัญกับความสบายถึงระดับการปรับความแน่นของเบาะตามโหมด ไม่ได้ปรับเพียงช่วงล่าง
- i6 มีห้องโดยสารกว้าง พร้อมตู้เย็น จอหลัง และเบาะร้อน เบาะเย็น เบาะนวด แม้อยู่ในระดับต่ำกว่า MEGA
- NOA ของ i6 ที่ทดลองในจีนรับมือสถานการณ์จราจรบางช่วงได้ต่อเนื่อง และเบรกกับออกตัวค่อนข้างนุ่มนวล
- L9 Livis ปรับวัสดุ งานตกแต่ง และการตอบสนองของหน้าจอให้รู้สึกดีขึ้นจากรุ่นเดิมที่เคยสัมผัส
- Park Anywhere ของ L9 เลือกตำแหน่งจอดในพื้นที่ไม่มีเส้นได้ และรอบที่ทดลองเข้าตำแหน่งได้แม่น
- ความบันเทิง 5D ของ L9 ประสานเสียง เบาะ ช่วงล่าง และลมได้เป็นประสบการณ์ที่ผู้รีวิวชื่นชอบ
ข้อสังเกต
- ยังไม่เปิดเผยราคาไทย จึงยังตัดสินความคุ้มค่าเมื่อเทียบรถที่ขายในไทยไม่ได้ ส่วนราคา i6 ที่พูดถึงเป็นเพียงการประมาณ
- เวลาทดลองสั้นและถนนส่วนใหญ่เรียบ โดยเฉพาะ L9 ยังต้องลองพื้นผิวหลากหลายกว่านี้เพื่อประเมินช่วงล่างให้ครบ
- ไม่มีผลทดสอบอัตราสิ้นเปลือง ระยะทางจริง หรือเวลาชาร์จจริงของทั้ง 3 รุ่นในคลิปนี้
- ความสามารถ NOA ที่เห็นเป็นการใช้งานในจีน ยังไม่ยืนยันว่าจะเปิดใช้ในไทยได้เหมือนกัน และผู้ขับต้องดูแลระบบตลอด
- ภาษาไทย แอปสำหรับตลาดไทย และ Apple CarPlay เป็นข้อมูลแผนที่ได้รับ ยังไม่ได้ทดลองเวอร์ชันจำหน่ายไทย ส่วน Android Auto และหมอนรองศีรษะของ i6 ยังไม่ยืนยัน
- L9 และ L Series ยังไม่มีการยืนยันทำตลาดไทย ขณะที่รายละเอียดชิปต้องแยกตามรุ่นย่อยและตรวจสอบชื่อจากข้อมูลทางการเพิ่มเติม
สรุป: รถครอบครัว 3 แนวทางที่ยังต้องรอราคาไทย
จากที่ได้ลอง MEGA เหมาะกับคนที่มองรถ MPV ไฟฟ้าและให้ความสำคัญกับพื้นที่กับความสบาย ส่วน i6 เป็นทางเลือก 5 ที่นั่งที่ขนาดลดลงแต่ยังมีความสะดวกสำหรับผู้โดยสารหลายอย่าง ขณะที่ L9 Livis เสนอแนวทาง EREV พร้อมช่วงล่างไฮดรอลิก ห้องโดยสารที่พรีเมียมขึ้น และความบันเทิงที่แตกต่าง
ถ้าให้ผมเลือกคันที่อยากลองต่อมากที่สุดจากทริปนี้ ผมเลือก L9 Livis เพราะยังมีทั้งช่วงล่าง การจัดการพลังงาน และระบบช่วยขับที่อยากทดสอบให้ลึกกว่ารอบสั้นครั้งนี้ แต่เรื่องคุ้มราคาหรือไม่ยังตอบไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อราคาและแผนจำหน่ายไทยของรุ่นนี้ยังไม่เปิดเผย
สถานะที่ได้รับจากการเยือนครั้งนี้คือ Li Auto เตรียมนำ MEGA มาทำตลาดไทยในปลายปี 2026 และมีแผนให้ i6 ตามมา ส่วน L Series ยังต้องลุ้นกันต่อ ทริปถัดไปทีมมีแผนไปชมโรงงานที่ฉางโจวซึ่งแบรนด์อธิบายว่าใช้ระบบอัตโนมัติเป็นหลัก หากมีรายละเอียดรุ่น ราคา หรือกำหนดการในไทยเพิ่มเติม iMoD Drive จะมาอัปเดตให้ทราบกันอีกครั้งครับ
ติดตามข่าวสารและรีวิวรถยนต์ไฟฟ้าได้ที่ iMoD Drive
ที่มา: iMoD Official