ใน

NIO เผยรายงานเตรียมส่งออกชิปที่พัฒนาเองให้กับ Geely และ Leapmotor

NIO ได้ประกาศผลกำไรในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 เป็นจำนวนเงินกว่า 1,200 ล้านหยวน (ประมาณ 5,850 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นไตรมาสแรกที่บริษัทมีกำไร หลังจากที่ต้องเผชิญกับการขาดทุนติดต่อกันหลายไตรมาสรวมหลายพันล้านหยวน การพลิกฟื้นทางการเงินนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ CEO William Li ได้ดำเนินมาตรการปฏิรูปเพื่อควบคุมต้นทุน และปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจที่มีการลงทุนสูงเพื่อทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทดีขึ้น

NIO เผยรายงานเตรียมส่งออกชิปที่พัฒนาเองให้กับ Geely และ Leapmotor

หน่วยพัฒนาชิปของบริษัท ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในส่วนงานที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลที่สุด มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดย William Li เคยประมาณการไว้ในงานฟอรัมชิปเมื่อปี 2025 ว่า ต้นทุนการพัฒนาชิป NX9031 เพียงตัวเดียว มีมูลค่าเทียบเท่ากับการสร้างสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swap Station) ถึง 1,000 แห่ง ก่อนที่จะมีการแยกตัวออกมา

ทีมงานด้านชิปของ NIO มีความพร้อมอย่างมาก โดยมีพนักงานกว่า 600 คน ครอบคลุมทั้งการออกแบบส่วนหน้า (Front-end), ส่วนหลัง (Back-end) และการทดสอบ ซึ่งแทบจะเท่ากับโครงสร้างของบริษัทผลิตชิปมาตรฐานทั่วไป

ปัจจุบัน NIO เริ่มได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนนี้แล้ว โดยในช่วงกลางปี 2025 William Li ได้สั่งการให้หน่วยธุรกิจต่างๆ เร่งหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก ซึ่งแผนกชิปมีความคืบหน้าโดดเด่นที่สุดในการเจรจาจัดส่งเทคโนโลยีให้แก่ลูกค้าภายนอก

แหล่งข่าวจาก 36kr ระบุว่าแผนกชิปของ NIO ได้ร่วมมือกับ Axera Semiconductor พัฒนาชิป M97 จนสำเร็จ และกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Leapmotor และ Geely

ตามหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหุ้น (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงของ Axera Semiconductor ระบุว่ามีแผนจะเปิดตัวชิป M97 ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยชิปตัวนี้มีพลังการประมวลผลสูงกว่า 700 TOPS ซึ่งอยู่ในตำแหน่งคู่แข่งโดยตรงกับชิป Journey J6P ของ Horizon Robotics ที่มีพลังประมวลผล 560 TOPS

นอกจากนี้ เมื่อปีที่ผ่านมาหลังจาก NIO ได้แยกธุรกิจชิปออกมาเป็นบริษัทย่อยชื่อ Shenji Technology ก็ได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Axera Semiconductor และ OmniVision Technologies เพื่อทำหน้าที่จัดส่งชิป M97 ให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น และยังมีแผนพัฒนาชิปรุ่นรองในรหัส 9031e เพื่อแข่งกับ Journey J6M ของ Horizon Robotics (128 TOPS) อีกด้วย

รายงานระบุว่า การอนุญาตให้ใช้สิทธิ์เทคโนโลยีชิป (Licensing) นี้ สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมให้ NIO หลายร้อยล้านหยวน (ประมาณ 500-1,000 ล้านบาทขึ้นไป) ในขณะที่การเป็นพันธมิตรกับ Axera ยังช่วยแชร์ต้นทุนการพัฒนาชิปรุ่นที่สองและสาม การปรับโครงสร้างธุรกิจชิปจึงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้ NIO บรรลุเป้าหมายกำไรในไตรมาส 4 ปี 2025

นักวิเคราะห์มองว่าตลาดรถยนต์ในจีนเป็นโอกาสทองของชิป ADAS (ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง) ในประเทศที่จะมาทดแทนเทคโนโลยีต่างชาติ เนื่องจากปัจจุบันค่ายรถส่วนใหญ่ใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia ซึ่งชิป Orin-X ตัวเดียวมีราคาสูงถึง 300-500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10,500-17,500 บาท) และรุ่น Thor อาจมีราคาสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 35,000 บาท) การลดต้นทุนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนในภาวะการแข่งขันที่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้อาจมีเวลาจำกัด เนื่องจากคู่แข่งอย่าง Horizon Robotics เตรียมเปิดตัวชิปซีรีส์ Journey 7 พร้อมกับ AI5 ของ Tesla นอกจากนี้ ข้อจำกัดของสหรัฐฯ ในด้านกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง และความลังเลของผู้ผลิตรถยนต์ที่จะใช้ชิ้นส่วนจาก “คู่แข่ง” ก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ NIO ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

ที่มา carnewschina

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.