ใน

Tesla ประกาศเปิด Open Source แบบผลิต-ซอฟต์แวร์ Model S และ Model X ให้ใช้ฟรี

เพื่อเป็นการต่อยอดความมุ่งมั่นในการเปิดรับนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ทาง Elon Musk ประธานบริหารของ Tesla ได้ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า บริษัทมีแผนที่จะเปิดเผยแบบการออกแบบและซอฟต์แวร์ของรถยนต์รุ่น Model S และ Model X ให้เป็น Open Source อย่างเต็มรูปแบบ

Tesla ประกาศเปิด Open Source แบบผลิต-ซอฟต์แวร์ Model S และ Model X ให้ใช้ฟรี

แนวทางนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ Tesla เคยทำกับรถยนต์รุ่นดั้งเดิมอย่าง Roadster ซึ่งได้มีการปล่อยข้อมูลการออกแบบ วิศวกรรม และเครื่องมือวินิจฉัยปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2023 ภายใต้แนวคิดที่ว่า “สิ่งใดที่เรามี บัดนี้คุณก็มีด้วยเช่นกัน”

สำหรับ Model S ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Tesla ที่ผลิตเพื่อการจำหน่ายในปริมาณมาก (Mass production) และเป็นรถซีดานหรูหราพลังงานไฟฟ้าที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ โดยมาพร้อมกับระยะทางการขับขี่ที่น่าประทับใจ อัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจ และระบบอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านอากาศ (Over-the-air) ซึ่งได้สร้างมาตรฐานและมุมมองใหม่ให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้า

ส่วน Model X ที่เปิดตัวตามมาในปี 2015 นั้น ได้ถูกพัฒนาต่อยอดบนฐานความสำเร็จดังกล่าว โดยเป็นรถ SUV ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่มีจุดเด่นอย่างประตูเปิดแบบปีกนก (Falcon-wing doors) ที่เป็นเอกลักษณ์ ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และระบบความปลอดภัยขั้นสูง

รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ถือเป็นเรือธงสำคัญที่ช่วยให้ Tesla ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ระยะทางไกลได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม สายการผลิตของ Model S และ Model X ได้เริ่มลดกำลังการผลิตลงในช่วงต้นปี 2026 และได้ยุติการผลิตอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่สอง โดย Tesla ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ในโรงงาน Fremont ที่เคยใช้ผลิตรถยนต์สองรุ่นนี้ ไปรองรับโครงการที่มีความสำคัญสูงกว่า เช่น หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ Optimus และรถยนต์ไร้คนขับ Cybercab

ในช่วงเวลาที่ Musk ออกมาประกาศเรื่องการทำ Open Source นั้น ระบบสั่งจองพิเศษแบบกำหนดเอง (Custom orders) ได้ปิดตัวลงแล้ว เหลือเพียงการจำหน่ายรถยนต์ตามสต็อกที่มีอยู่เท่านั้น

การเปิดซอฟต์แวร์และแบบการออกแบบให้เป็น Open Source ส่งผลดีหลายประการ สำหรับเจ้าของรถยนต์รุ่นเหล่านี้ ซึ่งแม้จะเริ่มมีอายุการใช้งานแต่ยังคงมีสมรรถนะสูง จะสามารถเข้าถึงเอกสารทางเทคนิค เครื่องมือวินิจฉัย และทรัพยากรซอฟต์แวร์ได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้การซ่อมบำรุงหรือการดัดแปลงแก้ไขด้วยตนเองทำได้ง่ายขึ้นและมีราคาประหยัดลง

นอกจากนี้ อู่ซ่อมรถอิสระและช่างผู้เชี่ยวชาญภายนอกจะสามารถดูแลรักษารถยนต์ที่มีอยู่จำนวนมากในตลาดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเครือข่ายศูนย์บริการของ Tesla เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน เหล่าผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรก็สามารถศึกษาการทำงานจริงของระบบแบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อน และระบบซอฟต์แวร์ของ Tesla ซึ่งอาจช่วยเร่งความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวมได้อีกด้วย

การดำเนินงานครั้งนี้สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาด้านสิทธิบัตรของ Tesla ที่เคยให้ไว้ในปี 2014 และตรงกับพันธกิจหลักของบริษัทในการส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ที่ได้มาจากความยากลำบาก แทนที่จะเก็บล็อกไว้เป็นกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

การปลดล็อกข้อมูลในขณะที่รถยนต์ทั้งสองรุ่นได้ยุติการผลิตไปแล้ว ทำให้ Tesla มั่นใจได้ว่าลูกค้ากลุ่มแรกๆ จะยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ช่วยปลดล็อกทรัพยากรภายในบริษัทให้สามารถมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีแห่งอนาคตได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ การเปิด Open Source ของรุ่น Roadster ก็ได้ก่อให้เกิดโครงการจำลอง ระบบโปรเจกต์ของชุมชน และความเข้าใจทางเทคนิคที่ลึกซึ้งขึ้นมาแล้ว

การนำแนวทางดังกล่าวมาใช้กับ Model S และ Model X ในครั้งนี้ จึงคาดว่าจะสร้างประโยชน์ในลักษณะเดียวกันแต่ในวงกว้างยิ่งขึ้น ช่วยให้รถยนต์ที่มีอิทธิพลสูงทั้งสองรุ่นนี้ยังคงใช้งานและซ่อมแซมได้ไปอีกหลายปี

ที่มา teslarati

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.