เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการแผนที่อย่าง Google Maps ขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการนำ AI มาช่วยวางแผนการเดินทางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้แม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาเปลี่ยนเกมและช่วยแก้ปัญหาการนำทางของ Tesla ได้หรือไม่ มาชมกัน
Google Maps เปิดตัวระบบคำนวณเส้นทางสำหรับรถ EV ด้วย AI พร้อมปรับโฉมกราฟิกใหม่
เมื่อเร็ว ๆ นี้ Google ได้ประกาศอัปเดตระบบนำทางครั้งใหญ่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวางแผนการเดินทางและคาดการณ์ปริมาณแบตเตอรี่ ซึ่งรองรับรถยนต์กว่า 350 รุ่นผ่านระบบ Android Auto

ระบบนี้จะคอยแนะนำจุดชาร์จและปรับเวลาถึงที่หมายโดยคำนวณจากระดับแบตเตอรี่ สภาพอากาศ และความลาดชันของถนน แถมยังให้ผู้ใช้ตั้งค่าได้ด้วยว่าต้องการให้เหลือแบตเตอรี่ตอนถึงจุดหมายเท่าไหร่
ฟีเจอร์เด่นของระบบวางแผนเส้นทางด้วย AI
- แนะนำจุดชาร์จอัตโนมัติ: ค้นหาจุดชาร์จที่เหมาะสมที่สุดระหว่างการเดินทางไกล เพื่อให้คุณเสียเวลาน้อยที่สุด
- คาดการณ์แบตเตอรี่: ประเมินเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่เหลืออยู่เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง
- ปรับแต่งได้ตามใจ: รองรับการเลือกประเภทหัวชาร์จ (เช่น NACS, CCS, J1772) และตั้งค่าระดับแบตเตอรี่ขั้นต่ำที่ต้องการให้เหลืออยู่ได้
- ผสานพลัง AI: ใช้ AI ร่วมกับข้อมูลจราจรและสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางให้แม่นยำตลอดเวลา
วิธีตั้งค่าการใช้งานบน Android Auto
- ระบุข้อมูลรถ: เปิดแอป Google Maps ในมือถือ Android ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ยานพาหนะของคุณ (Your vehicles) > เพิ่มยานพาหนะ (Add vehicle) > ไฟฟ้า (Electric)
- ใส่รายละเอียดเฉพาะ: ระบุยี่ห้อ รุ่น ปี และรุ่นย่อยของรถ EV รวมถึงยืนยันประเภทหัวชาร์จที่ใช้
- เริ่มใช้งาน: เมื่อเริ่มนำทาง Google Maps จะคำนวณระยะทางที่รถวิ่งได้และแนะนำจุดชาร์จให้โดยอัตโนมัติหากจำเป็น
รถยนต์ที่รองรับ
การอัปเดตครั้งนี้ช่วยให้การวางแผนชาร์จไฟเป็นเรื่องง่ายสำหรับรถยนต์หลายยี่ห้อ เช่น Audi, BMW, Chevrolet, Hyundai, Kia, Nissan, Subaru, Volkswagen และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ Tesla แม้ว่าจะมีฟีเจอร์ลักษณะนี้มานานแล้ว แต่การบุกตลาดด้วย AI ของ Google ในครั้งนี้ ทำให้เจ้าของรถ Tesla หลายคนสงสัยว่า แบรนด์จะนำเทคโนโลยีนี้มาช่วยแก้ปัญหา การนำทางที่แปลก ๆ ได้หรือไม่
ผู้ที่ใบ้ Tesla มานาน อาจเคยเจอการเลือกเส้นทางที่ชวนสับสน บางครั้งระบบจะเลี่ยงเส้นทางที่ควรจะไป แล้วพาขับอ้อมเป็นวงกลม หรือนำทางเข้าซอยเล็กๆ เพียงเพื่อจะเลี้ยวขวาแค่ครั้งเดียว เมื่อเห็น Google เปิดตัวอัลกอริทึม AI ที่ล้ำสมัย หลายคนจึงตั้งคำถามว่า Tesla จะดึงเทคโนโลยีนี้มาปรับปรุงการนำทางแบบเลี้ยวต่อเลี้ยว (Turn-by-turn) ได้หรือไม่ คำตอบสั้น ๆ คือ “ไม่ได้” เพราะโครงสร้างซอฟต์แวร์ของ Tesla นั้นต่างออกไป
ทำไมการอัปเดตของ Google ถึงไม่ช่วย Tesla
การอัปเดตของ Google เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับตลาด EV เพราะใช้ AI วิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของรถ เช่น น้ำหนักและความจุแบตเตอรี่ ผสมกับข้อมูลจราจรและความสูงของถนนแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมที่ไม่ถนัดเรื่องซอฟต์แวร์สามารถวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแอปเสริม

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับปัญหาการนำทางผิดพลาดของ Tesla เนื่องจาก Google เน้นแก้ปัญหา “การคำนวณพลังงาน” ไม่ใช่ “การหาเส้นทาง” อีกทั้ง Tesla ไม่รองรับ Android Auto การอัปเดตนี้จึงไม่มีผลต่อการเลือกเส้นทางในรถ Tesla เลย
ระบบนำทางของ Tesla ที่แยกส่วนกัน
หลายคนเข้าใจผิดว่า Tesla ใช้ Google Maps ทั้งหมด เพราะภาพแผนที่บนหน้าจอมาจาก Google แต่จริง ๆ แล้ว “สมอง” ที่ใช้คำนวณเส้นทางนั้นเป็นคนละส่วนกัน

Tesla ใช้ระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากซอฟต์แวร์ Open-source ที่ชื่อว่า Valhalla ซึ่งใช้ข้อมูลจาก OpenStreetMap ดังนั้นเวลาที่รถนำทางแปลก ๆ มักเกิดจากข้อมูลใน OpenStreetMap คลาดเคลื่อน หรือการตั้งค่าสูตรคำนวณเส้นทางของ Tesla เอง
หาก Tesla ต้องการแก้ปัญหานี้ พวกเขาต้องปรับปรุงระบบ Valhalla ของตัวเอง หรืออาจจะยอมจ่ายเงินซื้อสิทธิ์การใช้ระบบนำทางของ Google (Google’s Routing API) แทน ซึ่งปัจจุบัน Tesla จ่ายเงินให้ Google เฉพาะข้อมูลสถานที่ (POIs), รีวิว, รูปถ่ายดาวเทียม และข้อมูลจราจรเท่านั้น แต่ในส่วนของการคำนวณเส้นทาง Tesla ยังคงเลือกทำเองเพื่อให้ควบคุมระบบนิเวศของตัวเองได้สมบูรณ์ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับเครือข่าย Supercharger นั่นเอง
ที่มา notateslaapp
