ใน

Lei Jun ชำแหละ Xiaomi SU7 โชว์นวัตกรรม EV รุ่นปี 2026 จัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก

เมื่อไม่นานมานี้ Lei Jun ซีอีโอของ Xiaomi ได้จัดถ่ายทอดสดการชำแหละรถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi SU7 รุ่นปี 2026 โชว์ให้เห็นกันแบบสด ๆ ในประเทศจีน โดยเขาได้ตรวจสอบอย่างละเอียดตั้งแต่ภายนอก ภายใน ระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย ไปจนถึงโครงสร้างช่วงล่าง การถ่ายทอดสดครั้งนี้ใช้เวลายาวนานถึง 3.5 ชั่วโมง เพื่อถอดชิ้นส่วนรถออกมาให้เห็นถึงระดับอุปกรณ์ภายใน

Lei Jun ชำแหละ Xiaomi SU7 โชว์นวัตกรรม EV รุ่นปี 2026 จัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก

Lei Jun ได้เชิญ Zhu Xichan ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของรถยนต์ มาร่วมชำแหละรถ Xiaomi SU7 Pro ซึ่งเป็นรุ่นระดับกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง มาพร้อมแบตเตอรี่ LFP ขนาด 96.3 kWh และระบบช่วงล่างถุงลม โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 249,900 หยวน (หรือประมาณ 1,260,000 บาท)

เริ่มที่งานสี Xiaomi SU7 ใช้เทคโนโลยี 3C2B (พ่น 3 ชั้น อบ 2 ครั้ง) ตัวถังป้องกันการกัดกร่อนด้วยการชุบสังกะสีและผ่านกระบวนการไฟฟ้า สีชั้นแรกช่วยเรื่องความเรียบเนียนและกันเศษหิน กระบวนการอบใช้ความร้อนสูงถึง 140-160°C เพื่อความทนทานต่อรอยขีดข่วนและเพิ่มความเงางาม

ในส่วนของล้อ Xiaomi SU7 Pro ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการกัดขึ้นรูป (Milling) นานถึง 13 ชั่วโมง กันชนหน้ามีเรดาร์ 4D แบบคลื่นมิลลิเมตร ส่วนไฟหน้ามีระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมและท่ออากาศคู่ นอกจากนี้ กระจกมองข้างยังมีกล้องมองภาพรอบทิศทางและระบบไล่ฝ้าในตัว โดยในรุ่น Max จะมีระบบตัดแสงอัตโนมัติมาให้ด้วย

จุดเด่นอีกอย่างคือ ฝากระโปรงหน้าแบบไฟฟ้าความจุ 105 ลิตร ที่สั่งงานได้ด้วยเสียง หรือปุ่มกด และการจัดวางหม้อน้ำแบบเอียงที่ช่วยประหยัดพื้นที่และรวมระบบระบายความร้อนต่าง ๆ ไว้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในห้องโดยสารมีการอัปเกรดคอมเพรสเซอร์ตู้เย็นและมีพื้นที่เก็บของใต้คอนโซลกลาง 18.4 ลิตร ลำโพงประตูเปลี่ยนเป็นตะแกรงโลหะเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น

โดยมีลำโพงทั้งหมด 25 ตัว และไมโครโฟน 8 ตัว รองรับการสั่งงานด้วยเสียงแยกได้ถึง 5 โซน เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 18 ทิศทาง

ด้านระบบควบคุม Xiaomi รวมโมดูลควบคุมหลัก (Cockpit, ช่วยขับขี่, ควบคุมรถ และการสื่อสาร) ไว้ในหน่วยเดียวเพื่อลดน้ำหนัก และใช้ฟิวส์ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตัดไฟได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเซนเซอร์ LiDAR และกล้องรอบคันรวม 11 ตัว

ช่วงล่างเป็นแบบ Double Wishbone ที่ด้านหน้า และมัลติลิงก์ 5 จุด (Five-link) ที่ด้านหลัง ช่วยให้ยึดเกาะถนนได้ดีขณะเข้าโค้ง มาพร้อมระบบช่วงล่างถุงลมปรับความแข็งอ่อนได้แบบเรียลไทม์ และเบรก 4 พอร์ตเป็นมาตรฐาน

โครงสร้างตัวถังใช้เหล็กและอลูมิเนียมความแข็งแรงสูงถึง 90.3% โดยเฉพาะเสา A และเสา C ที่ใช้เหล็กความแข็งแรงสูงพิเศษ 2,200 MPa พื้นรถด้านหลังออกแบบเป็น 3 ส่วน เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมแซมเฉพาะจุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถรุ่นนี้ติดตั้งถุงลมนิรภัยมาให้ถึง 9 ตำแหน่ง

จากการทดสอบชนแบบประสานงาเยื้อง (Offset Collision) ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. พบว่าโซนรับแรงกระแทกด้านหน้าทำงานได้ดี กันชนหน้ายุบตัวตามการออกแบบแต่ไม่ฉีกขาด และเสา A ไม่มีการเสียรูปทรงเลย

ที่มา carnewschina

แสดงความคิดเห็น

เขียนโดย Sakura P.