หลังจากผ่านการพัฒนาและทดสอบวิ่งบนถนนจริงมานานหลายเดือน ในที่สุด Tesla ก็ได้ประกาศจัดงานเปิดตัว Cybercab เมื่อเดือนที่ผ่านมาที่เมือง Austin แม้ว่าแฟนคลับที่ไม่ได้รับบัตรเชิญจะไม่ได้ดูไลฟ์สด และต้องคอยติดตามข่าวสารจากผู้เข้าร่วมงานแทน แต่งานนี้ก็ช่วยให้เราได้เห็นภาพชัดเจนที่สุดของรถยนต์ Robotaxi ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
สรุปไฮไลต์สำคัญจากงานเปิดตัว Tesla Cybercab แท็กซี่ไร้คนขับ
ช่วงการบรรยาย: ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยกล้อง (Vision) และความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์
บนเวทีบรรยาย Silvio Bruguda (หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ยานยนต์), Ian Kettle (ผู้จัดการฝ่ายออกแบบ) และ Ashok Elluswamy (หัวหน้าฝ่ายระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ) ได้ขึ้นมาอธิบายแนวคิดเบื้องหลังของ Cybercab โดยพวกเขาได้ตอกกลับข้อวิจารณ์ที่มองว่า ระบบขับขี่อัตโนมัติต้องพึ่งพาเซนเซอร์ LiDAR, เรดาร์ และแผนที่ความละเอียดสูง (HD maps)

โดยทีมงานยืนยันจุดยืนเดิมว่า Tesla จะใช้เพียงแค่กล้อง (Pure-Vision) เท่านั้น Tesla มองว่าความท้าทายหลักของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอยู่ที่ “ความฉลาด” นั่นคือการคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าบนท้องถนนผ่านโมเดลการประมวลผลภาพ ไม่ใช่การพึ่งพาเซนเซอร์หรือแผนที่ล่วงหน้าที่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย
นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังเน้นย้ำถึงประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม โดย Cybercab มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) ต่ำกว่า 0.20 ซึ่งทำให้มันเป็นหนึ่งในรถยนต์นั่งที่ลู่ลมที่สุดเท่าที่เคยวิ่งบนถนนสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือบนเวทีไม่มีการพูดถึงแผนการขาย Cybercab ให้กับลูกค้ารายย่อยเพื่อนำไปปล่อยเช่าในเครือข่าย Robotaxi ตามที่เคยโปรโมตไว้ก่อนหน้านี้ แต่จริง ๆ แล้วก็ยังไม่มีใครคาดคิดว่าข่าวนี้จะประกาศเร็วขนาดนี้ โดยงานนี้มุ่งเน้นไปที่กระบวนการผลิต Cybercab และการนำมาให้บริการเรียกรถเชิงพาณิชย์เป็นหลัก
นวัตกรรมการผลิตแบบ ‘Unboxed’ และการจัดแสดงฮาร์ดแวร์
บริเวณพื้นที่จัดแสดง ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นกระบวนการประกอบรถยนต์แบบแยกโมดูลที่แปลกใหม่ของ Tesla หรือที่เรียกว่ากระบวนการผลิตแบบ “Unboxed” โดยมีการจัดแสดงชิ้นส่วนโครงสร้างแบบผ่าเปลือยให้เห็นรอบคัน

แทนที่จะส่งตัวถังเหล็กชิ้นเดียววิ่งไปตามสายพานการผลิตแบบเส้นตรงยาว ๆ เหมือนเดิม วิธีการใหม่ของ Tesla คือการแยกผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ขนานกันไป เช่น ชิ้นส่วนโครงสร้างด้านหน้าแบบ Gigacasting, ฐานวางเบาะนั่ง และแผงตัวถังด้านนอก จะถูกประกอบแยกเป็นส่วน ๆ ก่อนที่จะนำมารวมร่างกันในขั้นตอนสุดท้ายจริง ๆ ซึ่ง Eric Earley หัวหน้าฝ่ายวิศวกรผลิตภัณฑ์ Cybercab เผยว่า กระบวนการแบบ Unboxed นี้ช่วยลดขนาดพื้นที่สายการผลิตลงได้ถึง 50% ในขณะที่กลับเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงฮาร์ดแวร์สำคัญของ Cybercab ที่พัฒนาให้เหนือกว่ารถยนต์ Tesla รุ่นอื่น ๆ และรถทั่วไปบนท้องถนน เช่น ระบบปั๊มความร้อน “Super Manifold V3” ที่นำมาใช้กับ Cybercab เป็นรุ่นแรก โดยประหยัดพลังงานขึ้น 38% เมื่อเทียบกับระบบควบคุมอุณหภูมิอื่น ๆ และกระบวนการผลิตชิ้นส่วนนี้ใช้ระบบอัตโนมัติถึง 80%

ด้านชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน (Drive Unit) หัวใจหลักของ Cybercab ก็ถูกนำมาโชว์เช่นกัน มีการออกแบบขดลวดมอเตอร์ใหม่ ทำให้ตัวมอเตอร์มีขนาดเล็กลง 18% น้ำหนักเบาลง 25% และประหยัดพลังงานมากกว่าชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

อีกหนึ่งความล้ำหน้าคือ Cybercab เป็นรถ Tesla รุ่นแรกที่ใช้ระบบเบรกแบบไฟฟ้าล้วน (Brake-by-wire) ซึ่งตัดท่อน้ำมันเบรกและของเหลวน้ำมันเบรกออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยใช้ตัวกระตุ้นไฟฟ้า (Actuator) ติดตั้งที่ก้ามปูเบรกของแต่ละล้อเพื่อสั่งการด้วยสัญญาณไฟฟ้าแทน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้การดูแลรักษาง่ายขึ้น แต่การไม่ต้องเดินสายท่อน้ำมันเบรกตลอดความยาวตัวรถ ยังเอื้อต่อการผลิตแบบโมดูล (Unboxed) ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


ในส่วนของตัวถัง มีการจัดแสดงแผงตัวถังสีทองที่ผลิตด้วยกรรมวิธีฉีดขึ้นรูปสารเคมี (Reaction Injection Molding หรือ RIM) โดยสีจะถูกผสมและฉีดเข้าไปในเนื้อชิ้นส่วนตัวถังตั้งแต่ตอนขึ้นรูป ช่วยลดระยะเวลาการรอสีแห้งจากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยมลพิษในห่วงโซ่การผลิตลงได้ 35%

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเปิดเผยรายละเอียดการติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียม Starlink ฝังไว้บนหลังคารถ เพื่อให้ตัวรถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างเสถียรและรวดเร็วที่สุด


ข้อมูลห้องโดยสาร ความปลอดภัย และการเปิดให้นั่งจริงครั้งแรก
Tesla ได้เปิดเผยข้อมูลความปลอดภัยและการใช้งาน Cybercab อย่างเป็นทางการ แม้ตัวรถจะมีขนาดภายนอกกะทัดรัด แต่การตัดพวงมาลัยและแป้นเหยียบออก ทำให้มีพื้นที่วางขาด้านหน้ากว้างถึง 43.4 นิ้ว (ประมาณ 110 ซม.) ซึ่งกว้างกว่า Tesla Model Y (41.8 นิ้ว หรือ 106 ซม.)
ส่วนที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 572 ลิตร รองรับน้ำหนักได้สูงสุดประมาณ 100 กิโลกรัม สามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้สบาย ๆ 2 ใบ หรือจะใส่รถเข็นเด็กแบบพับ รวมถึงเก้าอี้รถเข็นคนพิการ (Wheelchair) ขนาดพกพาก็ได้

ระบบความปลอดภัยในห้องโดยสารใช้กล้อง 9 ตัว ร่วมกับเซนเซอร์เรดาร์บนเพดาน เพื่อตรวจจับว่าที่นั่งมีผู้ใหญ่นั่ง มีคาร์ซีทสำหรับเด็ก หรือเป็นเบาะว่าง เพื่อให้ระบบถุงลมนิรภัยทำงานได้อย่างเหมาะสมแม่นยำ ประตูรถยังมาพร้อมกลไกเปิด-ปิดแบบกลไก (Manual) ที่สามารถเปิดได้แม้ไม่มีไฟฟ้าร่วมกับมือจับประตูไฟฟ้าดีไซน์ใหม่

ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาดยักษ์ 21 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยกราฟิก Unreal Engine จากค่าย Epic Games ทำให้แอนิเมชันของหน้าจอและระบบเล่นเกมมีความลื่นไหลสวยงาม มีไฟ Ambient Light ใต้เบาะที่เปลี่ยนสีตามแถบไฟภายนอกรถ และไฟห้องโดยสารที่กะพริบตามจังหวะเพลง เพื่อความเป็นส่วนตัว จะมีไฟแสดงสถานะสีเขียวสว่างขึ้นเมื่อกล้องภายในห้องโดยสารทำงาน และแอปพลิเคชันรวมถึงประวัติการค้นหาทั้งหมดจะถูกลบทิ้งทันทีเมื่อสิ้นสุดการเดินทาง

งานนี้ปิดท้ายด้วยการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองนั่ง Cybercab วิ่งจริงรอบย่านใจกลางเมือง Austin โดย Tesla ได้ทำการทดสอบวิ่งรถไร้พวงมาลัยนี้มานานหลายเดือนแล้ว และขณะนี้ ฝูงรถ Cybercab เชิงพาณิชย์กลุ่มแรกก็พร้อมเปิดให้บริการเรียกใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Robotaxi ในเมือง Austin อย่างเป็นทางการแล้ว

ที่มา notateslaapp, ภาพ x: David Moss และ Zack @BLKMDL3
