วิศวกรยานยนต์ในจีนเผย 10 เมกะเทรนด์เทคโนโลยียานยนต์ประจำปี 2027 ในการประชุม China-SAE ชูจุดเด่นแบตเตอรี่ Solid-State ความหนาแน่น 400 Wh/kg เตรียมทดสอบระดับวิศวกรรมบนรถจริง ควบคู่ระบบ V2G และโมเดล AI ขนาด 1.4 หมื่นล้านพารามิเตอร์ประมวลผลบนรถ
ส่อง 10 เทรนด์ยานยนต์จีนปี 2027 จากแล็บสู่สายการผลิตจริง ขับเคลื่อนด้วย Solid-State และ AI
ในงานประชุมวิชาการประจำปี China Society of Automotive Engineers Annual Congress (China-SAE) ครั้งที่ 33 ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง Suzhou ประเทศจีน บรรดาวิศวกรยานยนต์ได้ร่วมกันระบุ 10 สุดยอดเทรนด์เทคโนโลยียานยนต์ของจีนสำหรับปี 2027

โดยมีการกล่าวถึงเทคโนโลยีสำคัญหลายด้าน เช่น แบตเตอรี่ Solid-State ความหนาแน่น 400 Wh/kg, ระบบ Vehicle-to-Grid (V2G), การหล่อขึ้นรูปชิ้นส่วนตัวถังแมกนีเซียมอัลลอยด์แบบชิ้นเดียว และนวัตกรรมอื่น ๆ
Zheng Yali รองเลขาธิการของ China-SAE กล่าวว่า เทรนด์ทั้ง 10 ประการนี้สะท้อนถึงนวัตกรรมทั้งในด้านสมรรถนะและต้นทุน การเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่กระบวนการผลิตจริงจำนวนมาก (Mass Production) รวมถึงการขยายขอบเขตการนำไปใช้งานในวงกว้าง
เทรนด์ที่ 1: แบตเตอรี่ Solid-State ที่มีความหนาแน่นของพลังงานระดับเซลล์สูงถึง 400 Wh/kg เทคโนโลยีนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่ขั้นทดลองผลิต (Pilot-production) โดยให้ความปลอดภัยที่สูงขึ้น และสามารถทำงานได้ในย่านอุณหภูมิที่กว้างกว่าเดิม ทั้งนี้ China-SAE ระบุว่าในปีหน้า ผู้นำในอุตสาหกรรมจะเริ่มดำเนินการทดสอบทางวิศวกรรมในระดับตัวรถจริง

เทรนด์ที่ 2: ไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) บนสถาปัตยกรรม RISC-V ซึ่งเป็นชิปประมวลผลแบบโอเพนซอร์สที่มีโครงสร้างปรับขยายได้ (Scalable design) กำลังจะเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก รองรับการปรับแต่งการทำงานได้หลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลัง ระบบเบรก และระบบควบคุมความปลอดภัยอื่น ๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้การบริหารจัดการเรื่องลิขสิทธิ์สถาปัตยกรรมชิปทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น
เทรนด์ที่ 3: ระบบควบคุมการเคลื่อนที่ของยานยนต์แบบบูรณาการ (Integrated Vehicle Motion Control) เทคโนโลยีนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างความต้องการของผู้ขับขี่กับขีดความสามารถของตัวรถ โดยช่วยผสานการทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น ระบบเบรกและพวงมาลัยเข้าเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้ประสบการณ์การขับขี่ดียิ่งขึ้น

เทรนด์ที่ 4: เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ระบบที่เปิดให้รถยนต์สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้ โดยคาดว่าจะช่วยรองรับกำลังการปรับสมดุลโครงข่ายไฟฟ้าแบบสองทิศทางได้ในระดับหลายล้านกิโลวัตต์ต่อวัน การเติบโตของ V2G จะช่วยเสริมความมั่นคงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการทำงานของระบบโครงข่ายไฟฟ้าโดยรวม
เทรนด์ที่ 5: ชิ้นส่วนโครงสร้างตัวถังแมกนีเซียมอัลลอยด์หล่อชิ้นเดียวขนาดใหญ่ (Integrated Die-Cast Magnesium Alloy) เริ่มนำมาปรับใช้ในสเกลขนาดเล็ก จากเดิมที่ผู้ผลิตรถยนต์บางรายใช้แมกนีเซียมอัลลอยด์ในระบบส่งกำลังและส่วนประกอบอื่น ๆ วิศวกรคาดว่าการหล่อชิ้นส่วนขนาดใหญ่ เช่น แผ่นพื้นตัวถังส่วนท้ายและโครงสร้างฝากระโปรงท้าย จะช่วยลดน้ำหนักของตัวรถลงได้ประมาณ 20%
เทรนด์ที่ 6: กองทัพรถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับสูง (Autonomous Truck Fleets) เตรียมเริ่มการทดสอบวิ่งใช้งานจริงบนท้องถนนนับพันคัน ซึ่งจะช่วยยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้า ตัวแทนจาก China-SAE กล่าวว่า การทดสอบจะเริ่มต้นขึ้นในพื้นที่เฉพาะ เช่น ในระบบงานรถไฟ งานเหมืองแร่ และท่าเรือ

เทรนด์ที่ 7: ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ที่ดุมล้อ (Wheel Hub Electric Drive) วิศวกรระบุว่า การออกแบบมอเตอร์ติดตั้งไว้ที่ล้อจะช่วยบริหารจัดการพื้นที่ภายในรถและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลัง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมเวกเตอร์แรงบิดของระบบบังคับเลี้ยว (Steering Vector Control) ได้แม่นยำขึ้น
เทรนด์ที่ 8: การติดตั้งโมเดล AI ในตัวรถ (On-Device AI) ขนาด 1.4 หมื่นล้านพารามิเตอร์ โดยจะนำมาติดตั้งในห้องโดยสารของรถยนต์รุ่นที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง ช่วยลดการพึ่งพาระบบคลาวด์ เพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และช่วยให้รถประมวลผลคำสั่งที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งวิศวกรประเมินว่าเทคโนโลยีนี้จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายภายในปี 2027
เทรนด์ที่ 9: ระบบช่วยขับขี่แบบเชื่อมต่อ (Connected Assisted Driving) ซึ่งเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การติดตั้งล่วงหน้าในขนาดเล็ก ชูจุดเด่นด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างตัวรถและคลาวด์ (Vehicle-Cloud Synergy) ช่วยยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทรนด์ที่ 10: การพิมพ์โลหะ 3 มิติ (Metal 3D Printing) เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบโครงสร้างตัวถังรถยนต์ และรองรับการผลิตชิ้นส่วนประกอบที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างแม่นยำ
ทั้ง 10 เทรนด์เทคโนโลยีนี้สะท้อนชัดเจนว่า อุตสาหกรรมยานยนต์จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากขั้นวิจัยสู่การผลิตจริงและการขยายสเกลเชิงพาณิชย์ภายในปี 2027 โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย ประสิทธิภาพพลังงาน และความอัจฉริยะผ่านเทคโนโลยีแกนหลักอย่างแบตเตอรี่ Solid-State, สถาปัตยกรรมชิป RISC-V และ On-Device AI ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์ขับขี่ พร้อมผลักดันให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำมาตรฐานยานยนต์ระดับโลกต่อไป
ที่มา: CarNewsChina
