BYD Tang EV เจเนอเรชันที่ 3 รถยนต์เอสยูวีไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่ เริ่มถูกส่งมอบไปยังโชว์รูมตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีนแล้ว ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Guangzhou Auto Show ช่วงเดือน พ.ย. 2026 โดยเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าล้วน ปรับห้องโดยสารเป็นแบบ 5 ที่นั่ง พร้อมระบบช่วงล่างถุงลม Dual-Chamber และขุมพลังมอเตอร์คู่ AWD ให้กำลังสูงสุดถึง 515 kW (691 แรงม้า) วิ่งได้ไกลสุด 850 กม. (มาตรฐาน CLTC)
BYD Tang EV เจเนอเรชันที่ 3 โผล่ดีลเลอร์จีน ขุมพลัง 691 แรงม้า วิ่งไกลสุด 850 กม. ลุ้นเปิดตัว พ.ย. 2026 นี้!
BYD Tang EV เจเนอเรชันที่ 3 ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ จากเดิมที่ใช้พื้นฐานร่วมกับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปมาตั้งแต่ปี 2018 มิติตัวถังมีความยาว 5,045 มม. กว้าง 1,980 มม. สูงสุด 1,760 มม. และระยะฐานล้อ 2,950 มม. ซึ่งยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 130 มม.

ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบปิดพร้อมช่องดักอากาศด้านล่างแบบแอ็กทีฟ ติดตั้งเซนเซอร์ LiDAR รูปทรงหอคอยบนหลังคา และล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้วแบบหลายก้าน โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากยอดส่งมอบของ Tang รุ่นเดิมในจีนลดลงเหลือหลักร้อยคันในเดือน ก.ย. 2026 ขณะที่ BYD ขยายไลน์เอสยูวีขนาดใหญ่ด้วย Tang L และ Da Tang


สำหรับราคาเบื้องต้นตามเอกสารกระจายสินค้าไปยังดีลเลอร์ระบุราคาเงินมัดจำสำหรับการจัดซื้อส่ง (Wholesale Deposit) อยู่ที่ 225,000 หยวน (ราว 1.13 ล้านบาท) สำหรับรุ่น 850 km Premium ขับเคลื่อนล้อหลัง และ 240,000 หยวน (ราว 1.20 ล้านบาท) สำหรับรุ่น 850 km Flagship อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่ราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภค ซึ่งทาง BYD ยังไม่ได้เปิดเผยราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนมาใช้เลย์เอาต์แบบ 5 ที่นั่ง มอบพื้นที่วางขาแถวหลังกว้างกว่า 1,000 มม. เบาะหลังปรับไฟฟ้าเอนได้สูงสุด 130 องศา พร้อมโต๊ะพับและจุดยึดอุปกรณ์เสริมแบบแม่เหล็ก คอนโซลกลางด้านหน้าติดตั้งตู้ทำความเย็นและอุ่นเครื่องดื่มแบบคอมเพรสเซอร์

รวมถึงมีที่เก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าและใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระท้าย แผงแดชบอร์ดติดตั้งหน้าจอพาโนรามาแนวนอนแบบยึดตายตัวขนาด 30 นิ้ว แทนที่จอหมุนได้แบบเดิม พร้อมออปชันหน้าจอ Remote Cowl ขนาด 35.4 นิ้ว ทำงานบนระบบอินโฟเทนเมนต์เวอร์ชันล่าสุดและผู้ช่วย AI DiDiXia

ด้านแชสซีส์ได้รับการอัปเกรดเป็นระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ (Double-Wishbone) อะลูมิเนียมทั้งหมด และด้านหลังแบบ Five-Link ทำงานร่วมกับระบบช่วงล่างอัจฉริยะ DiSus-A ที่ผสานสปริงลมแบบ Dual-Chamber เข้ากับแดมเปอร์แปรผัน ปรับค่าความหนืดและความสูงของตัวรถได้ โดยมีกล้องและเซนเซอร์บนหลังคาคอยตรวจจับสภาพถนนด้านหน้า

นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ DiPilot 300 หรือ God’s Eye B ที่ทำงานร่วมกับ LiDAR, เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร และกล้องรอบคัน รองรับการนำทางบนระบบขับขี่อัตโนมัติ Navigation on Autopilot (NOA) ทั้งในเมืองและบนทางหลวง รวมถึงระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Valet Parking



ขุมพลังขับเคลื่อนอ้างอิงจากข้อมูลกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) โดยรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังติดตั้งมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ให้กำลัง 300 kW (408 แรงม้า) ส่วนรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD เพิ่มมอเตอร์เหนี่ยวนำด้านหน้าขนาด 215 kW รวมพละกำลังสูงสุด 515 kW (691 แรงม้า) ทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กม./ชม. และมีน้ำหนักตัวรถ 2,520 กก.

ใช้แบตเตอรี่ Blade LFP เจเนอเรชันที่สองจาก FinDreams Battery แบ่งออกเป็น 2 ขนาดความจุ ได้แก่ 88,682 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 730 กม. (มาตรฐาน CLTC หรือประมาณ 600 กม. WLTP) ในรุ่น RWD และขนาด 105,792 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 850 กม. (มาตรฐาน CLTC หรือประมาณ 700 กม. WLTP) ในรุ่น RWD และ 830 กม. (มาตรฐาน CLTC หรือประมาณ 680 กม. WLTP)

ในรุ่น AWD ทั้งยังรองรับระบบชาร์จแรงดันสูง สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 70% ได้ในเวลา 5 นาที และแตะ 97% ได้ภายใน 9 นาทีภายใต้สภาวะที่กำหนด ส่วนราคาจำหน่ายและกำหนดการส่งมอบที่ชัดเจนยังคงต้องรอติดตามในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อไป

ที่มา: CarNewsChina
